*************6

Communication
skills in Family
Practice
ารพัฒนาศ ักยภาพทีมสหวิชาชีพ (Family Care T
จังหวัดกาแพงเพชร ปี พ.ศ. 2558
ผศ.นพ. วิโรจน์ วรรณภิระ
กลุ่มงานเวชกรรมสังคม
โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก
วันที่ 25 มีนาคม 2558
วัตถุประสงค ์
้
่
• บอกหลักการพืนฐานของการสื
อสาร
กับผู ป
้ ่ วย
่
่ บอ
• อธิบายรู ปแบบการสือสารที
ใช้
่ ยใน
เวชปฏิบต
ั ค
ิ รอบคร ัว
่
• แสดงหรือแก้ไขปั ญหาการสือสารใน
กรณี ศก
ึ ษา
• อธิบายแนวทางพัฒนาตนเองด้าน
่
การสือสาร
แผนการเรียนรู ้
• ทบทวนประสบการณ์/มุมมอง
ของผู เ้ ข้าร่วมประชุม
้
่
• บรรยายพืนฐานการสื
อสารในเวช
ปฏิบต
ั ิ
• ฝึ กปฏิบต
ั แ
ิ ละนาเสนอตาม
กรณี ศก
ึ ษา
• สรุปประสบการณ์และวางแผน
่
กิจกรรมเรียนรู ้การสือสารใน
เวชปฏิบต
ั ิ
คาสัง่
่
่
1)บอกปั ญหาทีพบบ่
อยสุดในการสือสาร
ในเวชปฏิบต
ั ม
ิ า 3 ข้อ
่
2)บอกผลกระทบของการสือสารในเวช
ปฏิบต
ั ท
ิ ล้
ี่ มเหลวมา 3 ข้อ
่
3)บอกประโยชน์ของการสือสารในเวช
ปฏิบต
ั ท
ิ ดี
ี่ มา 3 ข้อ
ให้ประชุมกลุ่มย่อยและนาเสนอผลหน้า
ชนเรี
ั ้ ยน
่
ปั ญหาการสือสารและความ
จาเป็ นในการพั
ฒนา
4
บริบท/สิ่งแวดล้ อม
3
1
2
่
ปั ญหาทีพบบ่
อยในกระบวนการ
่
สือสารในเวชปฏิ
บต
ั ิ
“ไม่ ตงั ้ ใจฟั งผู้ป่วย”
70%
30%
20%
1
2
3
่ องการจะบอก (ร ้อยละ
1.แพทย ์ไม่สนใจฟั งปั ญหาของผู ป
้ ่ วยทีต้
70)
2.แพทย ์พู ดสอดแทรกระหว่างการสนทนา(ร ้อยละ 30)
่
่
3.เกิดประเด็นใหม่ในช่วงการสรุปก่อนทีจบการสนทนาสื
อสาร
ปั ญหา: ความไม่สมดุล
่
ปั ญหาการสือสาร
4
บริบท/สิ่งแวดล้ อม
3
พัฒนาตนเอง
1
2
วงจรการดู แลร ักษาผู ป
้ ่ วย
วงจรการดู แลสุขภาพตามดัง่
เดิม
ผู ป
้ ่ วยมาจากชุมชนหรือบ้าน
ซ ักประวัติ
ความสาเร็จและความ
พึงพอใจ
ตรวจร่างกาย
ารติดตามและความร่วมมือในการร ักษา การตรวจพิเศษ
การวินิจฉัยและแจ้งผล
ทางเลือกและกระบวนการให้การรให้
ักษา
วงจรการดู แลร ักษาสมัยใหม่
ทักษะ/ความสามารถ
ประสบการณ์ อารมณ์
ความเชื่อ
ตอบสนองต่ อบริบท/
ผู้ป่วย
FIFE
ความเข้าใจและมุมมอง
ของผู ป
้ ่ วย
เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
ความเข้าใจและมุมมอง
ของแพทย ์
พอใจในวิชาชีพ
ผลลัพธ ์ระยะ
ยาว
ผู้ป่วยชื่นชม/ไม่ ช่ ืนชม
ประสบการณ์ อารมณ์
คุณค่ า ความเชื่อ
่ ่
ปั ญหาและสิงที
ตรวจร ักษา
ต้องการบอก
Consultat
ion
ประสบการณ์
และทัศนคติของ
แพทย ์
ผลลัพธ ์ระยะ
กลาง
ชื่นชม/ไม่ ช่ ืนชม
ตนเอง
ผลลัพธ ์ระยะ
ยาว
ร่ วมมือ
ผลลัพธ ์ระยะ
กลาง
ผลลัพธ ์
้
เบืองต้
น
ผลลัพธ ์
้
เบืองต้
น
ความคาดหวัง
พึงพอใจ ลดความวิตก
จดจา
Pendleton D, et al. The New Consultation-Developing Doctor-Patient Communication, 2003.
้
่
พืนฐานการสื
อสารในเวช
ปฏิบต
ั ิ
คิด
่
หลักการสือสารระหว่
าง
รั บ
บุ
ค
คล
ส่ ง
เข้ ารหัส
ช่ องทางสื่อสาร
สาร
รั บ
ถอดรหัส
การสื่อสารคือ
การสื่อ
ความหมาย
รั บรู้ /เข้ าใจ*
ตีความ*
รั บ
ถอดรหัส
รั บ
ตีความ*
รั บรู้ /เข้ าใจ*
ช่ องทางสื่อสาร
สาร
ส่ ง
เข้ ารหัส
ตอบ
* ขึ้นกับประสบการณ์
่
การสือสาร
บฟั ง/รับค
สารคล
ระหว่ารังบุ
• Massage
• Tone
ส่งสาร/สนทนา
คิด
เข้ ารหัส
ช่ องทางสื่อสาร
สาร
Active
Listening
รั บรู้ /เข้ าใจ*
•
•
•
•
รั บ
ถอดรหัส
Verbal
Non-verbal
Visual
Written
ตีความ*
รั บรู้ /เข้ าใจ*
Listening
ตีความ*
ถอดรหัส
รั บฟั ง/รั บสาร
ช่ องทางสื่อสาร
รั บ
•
•
•
•
Verbal
Non-verbal
Visual
Written
Feedback/
Reflection
สาร
เข้ ารหัส
ตอบ
ส่ งสาร/สนทนา
*ขึน้ กับระดับความรู้ /
ประสบการณ์
่
“การสือสารเป็ น
มากกว่
า
การพู
ด
”
่
“การสือสารท
าให้เกิดความ
่
เข้าใจทีตรงกั
น”
่
ชนิ ดของการสือสารระหว่
าง
บุคคล 4 แบบ
่
• การสือสารทางเดี
ยว (One-way)
บอก
–Linear communication model
่
• การสือสาร
๒ ทาง (Circular)
ถาม-ตอบ
– Interactional communication
model
่
• การสนทนาแลกเปลียน
(Transaction) สนทนา
่
สือสารทางเดี
ยว
Linear communication
model
สิ่ งรบกวน
ภาษา
เฉพาะ
(Semantic
)
ผู ส
้ ง่
บุคลากร
ทาง
การแพท
ย์
แปลง
สาร
่
สารทีมี
อคติ
(Psycholo
gical)
(Noise)
เสียง
รบกวน
(Physical)
ส่งไป
สา
ร
ภาษา
กาย
(Physiolog
ical)
ผู ร้ ับ
ช่องทาง
่
สือสาร
ผู ป
้ ่ว
ย
Linear communication
model
สั่งการ ชีแ้ นะ
บอก
บงการ
บรรยาย จัดการ
สื่อสารทางเดียว
Communicator B
Communicator A
Shannon's Model
่
สือสารแบบวน
Interactional
ช่องทา
communication
model
ส่งไป
ง
เข้าร
หัส
แพท
ย์
ถอดร
หัส
สาร(ภาษา
พู(ภาษา
ด)
สาร
ผู ร้ ับ
ถอดร
หัส
กาย)
สาร(ภาษา
กาย)
สาร(ภาษา
พู ด)
ตอบ
กลับ
ประสบการ
ณ์
ประสบการ
ณ์
ผู ส
้ ่ง
ผู ป
้ ่ว
ย
เข้าร
หัส
ช่องทา
ง
Interactional
communication model
สอบ-ถาม อภิปราย
สอนงาน ให้ ความรู้
ถาม/ส่ งไป
ตอบ/ป้ อนกลับ
Communicator A
Communicator B
Interactive /Circular model
(Osgood-Schramm model)
่
สือสารแบบสนทนา
Transactional
communication model
สิ่งรบกวน
ผู ้
ส่ง/
เข้าร
หัส
แพท
ย์
ผู ร้ ับ ถอดร
หัส
สิ่งรบกวน
ภาษา
พู ด
สา
ร
ภาษา
กาย
ถอดร
หัส
ช่องทา
ง
ผู ร้ ับ
/
ผู ป
้ ่ว
ย
ผู ส
้ ่ง
เข้าร
หัส
Transactional
communication model
สนทนา
Communicator A
Communicator B
Transactional Model
Media
communication
Massage
Using
Language
โปรดอย่ าทาร้ ายลูกคุณ
Within
Media
Ecological Model
สรุป
• Directing style
– Providing
information
(expertise)
• Guiding style
– Informed +
listening
• Following style
– Good listener
Directing style
่
สัง/บอ
Guiding style
ฟั ง+บอ
MI
Following style
ฟั ง
่
มนุ ษย ์ใช้วธ
ิ ก
ี ารสือสารมาก
่ ด
ทีสุ
• Interpersonal
communication
–Verbal communication 10
%
–Non-verbal communication
90%
• น้ าเสียง Vocal 38 %
ความสาเร็จ : ข้อมู ล/เข้าใจ
ตรงกั
น
ปฏิบต
ั ิ
หาย/ปลอดภ
ความสามารถในการปฏิบต
ั ิ
พันธะสัญญา
เข้าใจตรงกัน Experience 2
แพทย์
ผู้ป่วย
ภาพ
ภาษา
ข้ อมูล
ภาษา
ภาพ
ความสาเร็จของการ
่
สื
อสาร
๒
• แพทย ์
–เข้าถึงปั ญหา
่
–สือสารได้
ช ัดเจนและมี
ประสิทธิภาพ
• วิธก
ี าร
– รู ปแบบและการปฏิบต
ั ิ
• ผู ป
้ ่ วย
–ความต้องการ
ความสาเร็จของการ
่
สือสาร ๓
่
่
• รู ปแบบการสือสารที
ดี
– Open-ended Questions FIRST
– Close-ended Questions FOLLOW
– Summarization LAST
อุปสรรคและปั ญหา
่
่
การสือสาร
= สือความหมาย
=
บอกตั
ว
ตน(ความจริ
ง
)
ไม่ เข้ าจุดมุ่งหมาย
ส่งไป
ตอบ
ผู ส
้ ง่
ผู ป
้ ่ วย
ผู ร้ ับ
สา
ร
ปวด 
ร ับรู ้ว่า
ตนเอง
ป่ วย 
เข้ารหัส
ข้อมู ล
ร ับรู ้ ถอดรหัส 
แปลความหมาย 
ปวดโรค
เข้ารหัส 
ตอบสนอง/ส่ง
ข้อมู ลกลับ
สา
ร
ส่งไป
ผู ร้ ับ
ส่งกลั
บ
แพท
ย้ ง่์
ผู ส
ถาม
่
กระบวนการสือสาร
=
ซ
ับซ
้อน
่
การสือสาร
ความห
มาย
สังคม
กระบวน
การ
สัญลักษ
ณ์
ตีความ
แปลความหมาย
่
สิงแวด
ล้อม/
บริบท
ยากและต้ องใช้ ทกั ษะ
ปั ญหา/อุปสรรค
• ประสบการณ์
• จินตนาการ
• วิธีการสื่อสาร
• นา้ เสียง
• ภาษากาย
• ประสบการณ์
• จินตนาการ
สิ่งรบกวน
ความเข้ าใจ
ตรงกัน
Communicator B
Communicator A
สิ่งรบกวน
่
7 C’s เพือเอาชนะอุ
ปสรรคใน
่
การสื
อสาร
Content
Channels
Clarity
ช ัดเจน
เรา
คิด
เข้ ารหัส
Credibility
่ อ
น่ าเชือถื
้
เนื อหา
กระช ับ/ได้
ใจความ
สาร
ถู ก
ช่องทาง
ช่ องทางสื่อสาร
Capability
ทาให้
เข้าใจง่ าย
Context
สอดคล้อง
กับบริบท
รั บ
ถอดรหัส
Continuity
่
ต่อเนื่ อง ลืน
ไหล
ตีความ
เขา
่
เพศและการสือสาร:ความ
ต้องการ
• เพศชาย
• เพศหญิง
– อยากได้ร ับการ
ยอมร ับได้
– อยากได้ร ับการ
ชมเชย/ยกย่อง
่
– อยากให้คนอืนเห็
น
คุณค่า
– เห็นพร ้องต้องกัน
ตนเองเป็ นคนสาคัญ
– รู ้สึกไว้วางใจ
– ความถูกต้อง
– ได้ร ับการเคารพ
– เข้าใจ
่
– มันใจ/โล่
งใจ
– มีคนใส่ใจ/ร ับฟั ง
ต้ องการให้ คนอื่นเข้ าใจ
McKenna C. Powerful Communication Skills. 1998.
่
การสือสารในเวชปฏิ
บต
ั ิ
สมัยใหม่
• แพทย ์และ
บุคลากรทาง
สุขภาพ
• ผู ป
้ ่ วยและ
ครอบคร ัว
• ทักษะการ
่
สือสาร
“แพทย์ ต้องสอนให้
ผู้ป่วยสื่อสารได้ ด”ี
ทักษะ
แพทย ์
ผู ป
้ ่ วย
่ าคัญของการ
องค ์ประกอบทีส
่
สือสารในเวชปฏิ
บต
ั ิ







ทัศนคติ
การเตรียมตัว
การแต่งกาย
ท่าทาง
การประสานตา
การตอบสนอง
การสรุป/ สอบถาม
แพท
ย์
และ
บุคลา
่
ลักษณะการสือสารในเวช
ปฏิบต
ั ิ
 มีความ
หลากหลาย
 ความพร ้อมใน
่
การสือสาร
 ความเข้าใจและ
ยอมร ับ
 การปฏิบต
ั ต
ิ าม/
่ น
่
เชือมั
ผู ป
้ ่ วยและ
ครอบคร ัว
่
ทักษะในการสือสารในเวช
ปฏิบต
ั ิ
่
• สร ้างสิงแวดล้
อม ความเป็ นมิตร
ความสัมพันธ ์
• เปิ ดใจร ับฟั งให้มาก พู ดให้น้อย (ใช้
่
คาถาม สือสาร
2 ทาง)
• ร ับรู ้ความต้องการ กังวล และปั ญหา
่ จริง
สุขภาพทีแท้
• สร ้างความเข้าใจ
• สร ้างความร่วมมือและการปฏิบต
ั ิ
่
รู ปแบบการสือสารใน
การดู แลผู ป
้ ่ วยและ
ครอบคร
ัว
• Medical model
(Information transfer)
– เน้นให้ขอ
้ มู ลและความรู ้
• Educational Model (Help
patient to do)
– เน้นสร ้างความเข้าใจและ
Medical Model
• บอกให้ทา/รู ้ (Passive
learning)
ข้ อมูลทัง้ หมด
่
• สือสารทางเดี
ยว
Massage
? เข้ าใจ
? ทาได้
Advice
Doctor
Patient
Educational Model
• สอนให้ผูป
้ ่ วย
เข้าใจ
่
• สือสาร
2 ทาง
Doctor
Prior knowledge
Feeling
Attitude
Belief
Needs
Assess
Message
ขัน้ ตอนที่ 1
ขัน้ ตอนที่ 1
ช่ วยให้ ผ้ ูป่วยให้
เรียนรู้ และ
ช่ วยเหลือตนเอง
Patient
เข้ าใจ
ทาได้
ข้ อมูล
จาเพาะ
Patient
Educational Models
ทักษะการสื่อสาร/เช้ า
ใจด้ วยตนเอง
แพทย์ /บุคลาการ
ข้ อมูล/คาแนะนา
ผู้ป่วย
ความรู้เดิมและการรับรู้
ตัดสินใจด้ วย
ตนเอง
เข้ าใจและยินดีเปลี่ยนแปลง/ดูแลตนเอง
Medical (Information-giving)
Models
• กลอุบาย Tacticsเน้ นประหยัดและน่ าสนใจ
่
–วิธก
ี ารทีประหยั
ด-ทีประโยชน์สูงสุด
–น่ าสนใจ/ดึงดู ดใจ
เน้ นที่เทคนิคการสอน
• บทบาทของบุคลากร
่
–ให้ขอ
้ มู ลทีตนเองคิ
ดว่าดี/สาคัญ
่
–การสือสาร
นาเสนอ และเอกสารที่
น่ าสนใจ
(Kiger AM, Teaching for Health 2004.)
Educational Model
เน้ นที่คน ความรู้ สึก ความเข้ าใจ
• สมมุตฐ
ิ าน
– การให้ความรู ้จะส่งเสริมให้ผูป
้ ่ วยร ับรู ้
ศ ักยภาพและความสามารถในการดู แล
ตนเอง
– ประเมิน
านิ ย2มและความรู
้สึก
สื่อค่สาร
ทาง
• กลอุบาย
เน้ นการช่ วยให้ คนได้าเใจ
รี ยนรูและให้
้ /เปลี่ยนแปลง
– สอบถาม ตรวจสอบความเข้
ข้อมู ล/แก้ความเข้าใจผิด
• บทบาทของเรา
– ผู พ
้ ฒ
ั นา/นา/สนับสนุ นให้ผูป
้ ่ วยได้เรียนรู ้
่
และเปลียนแปลงตนเองให้
ดข
ี น
ึ้
่
รู ปแบบของการสือสารใน
เวชปฏิบต
ั ิ
• Traditional
medical
history
เชงิ เนือ
้ หา
model
–Chief
และโรค
complaint
–Present
illness
• Communicatio
n model
– Interview
เช–งิ Rapport
กระบวนการ
– Gathering
และคน
information
– Explanation
– Build
relationship
โครงสร ้าง MODEL
่
ของการสื
อสาร
่
• เริมต้นดี: สร ้าง
ความคุน
้ เคย/บรรยากาศ
• ภารกิจช ัด: เก็บข้อมู ล
อย่างครอบคลุมและตรง
ประเด็น  ตรวจสอบ/แจ้ง
กลับ  เข้าใจตรงกัน/
Common medical
communication model
Routine
communication
Advance
communication
• Traditional
Medical model
(การซ ักประวัติ)
• Consultation (การ
ตรวจร ักษา)
• Patient education
• Motivational
interviewing
• Counseling
• Breaking bad
news
• Difficult
communication
Behavioral change
Behavioral change: the brain
สิ่งเร้ า
การ
ตอบ
สนอง
่
่
หลักการสือสารเพื
อปร
ับ
พฤติ
ก
รรม
่ ้า
สิงเร
ภายนอก
2
หน่ วยร ับ
ความรู ้สึก
1่
สิงเร ้า
ภายใน
Sensory
Feeling
Perception
CNS
พฤติกร
รม
ตอบสน
อง
ไม่
ตอบสน
อง
Learning
อวยั วะ
5
Mot
or
4
Prefron
tal
3
Lim
bic
Basic BCC model
สภาพแ
วดล้อม
อิทธิพ
ล
้
พืนฐา
น
้
พืนฐา
น
ความ
่
เชือ
ความ
่
เชือ
ความ
้ั
ตงใจ
จริง
ทักษ
ะ
ปร ับ
พฤติ
กรร
ม
The Persuasion Tools Model
สาหร ับผู ป
้ ฏิบต
ั เิ วชกรรม
สูง
ต่อรอง
เจรจา
ตีทอารมณ์
ี่
(Bargaini (Emotion)
ng)
่ ้/ปั ญญา
ญาณหยังรู
ต่า
รอมชอม
(Compro
mise)
ต่า
ใช้ตรรกะ
(Logic)
สูง
ทักษะจู งใจMindTools.com
่
การสือสารในการดู
แลผู ป
้ ่ วย
และครอบคร ัว
Guiding communication
• การให้คาปรึกษาแนะนา
(Counseling)
หลักการสาคัญของ counseling
1. Client-centered
2. Counselor as Facilitator
3. Problem solving as client role
้
หลักการพืนฐานของการให้
คาปรึกษาแนะนา(1)
่
มีการร ับฟั งทีดี
มีความเห็นอกเห็นใจ เมตตา
ปรานี
่
่
มีการสือสารที
ดี
ให้ความสาค ัญแก่ผูป
้ ่ วยและญาติ
ต้องให้ความสนใจต่อครอบคร ัว
เน้นการใช้การสบตา(eye




reflecting
observing
clarifying
summarizing





normalizing
probing
reframing
self disclosue
refraining
เป้ าหมายของ counseling
เรา
ให้
ทางเลือ
กในการ
1
ผู ป
้ ่ วย
ปั ญหา
ผูร้ บั คำปรึกษำแนะนำ
ค้นหา
3 แก้ปัญหา/
Self Reflection
ปั ญหา
ช่วยเหลือ
เข้ำใจปั ญหำด้วยตนเอง
มีกำรแก้ปัญหำด้วยตนเอง
ผูใ้ ห้คำปรึกษำแนะนำ
2
เข้ำใจและพึงพอใจตนเอง
(self understanding)
วิธก
ี ารให้คาปรึกษา
แนะน
า
่
• การเริมต้น
• การสร ้างความสัมพันธ ์และบรรยากาศ
และให้ผูร้ ับคาปรึกษาเข้าใจกระบวนการ
• เก็บรวบรวมและวิเคราะห ์ปั จจัยต่างๆ ที่
่
เกียวข้
อง
่ าค ัญและสะท้อนกลับ
• แจกแจงปั ญหาทีส
• เลือกแนวทางการแก้ปัญหาโดยผู ป
้ ่ วย
้ ด
• การสินสุ
GATHER for Counseling
่ น/การต้อนร ับ/สร ้าง
• G = Greeting (เริมต้
้ าทาง สายตาและ
บรรยากาศ/ความสัมพันธ ์) ทังท่
คาพู ด
• A = Ask & Active listening (การฟั งอย่าง
อย่างเข้าใจและเห็นหัวอก)
• T = Telling and Reflection (สะท้อนความ
จริง)
• H = Helping (ช่วยเหลือ หรือ ให้ทางเลือกใน
การร ักษา)
• E = Explaining (ให้คาแนะนา อธิบายข้อดี/
The BATHE Method for
Counseling
่
• Background รู ้ภู มห
ิ ลัง (มีทไปที
ี่
มา
อย่างไร)
• Affect (Feeling) ร ับรู ้ความรู ้สึก
่ จริง)
• Troubles รู ้ปั ญหา (ทีแท้
• Handling เรียนรู ้วิธท
ี จะจั
ี่ ดการ
(ด้วยตนเอง)
• Empathy รู ้ใจ เข้าใจ และเห็นใจ
Motivational
Interviewing
• ผู ป
้ ่ วยเป็ นศู นย ์กลาง Patientcentered
• หลักการ Four guiding practice
principle
–เห็นอกเห็นใจ Express empathy
้ เห็นความจริง Develop
–ชีให้
discrepancy (Goal V.S. Behavior)
–ไม่ตอ
่ ต้าน Roll with resistance
(Avoid argument)
ธรรมชาติของตอบสนองต่อ
่
การเปลียนแปลง
ต่ อต้ าน
ยอมตาม
Motivational
Interviewing (MI)
• Motivational interviewing is a
person-centered counseling style
for addressing the common
problem of ambivalence about
change (ลังเล)
้
• มี 4 ขันตอน
– สร ้างความสัมพันธ ์ (Engaging)
่
– เปลียนมุ
มมอง (Focusing)
– สร ้างแรงจู งใจ (Evoking)
Motivational Interviewing
•กฎ 4 ข้อ Four guiding practice
principle
–Express empathy
–Develop discrepancy (Goal V.S.
Behavior)
–Roll with resistance (Avoid argument)
–Support self-efficacy (Self confidence)
Motivational
Interviewing
้
1. I ชีประเด็
นและประเมินความพร ้อมใน
่
การเปลียนแปลงIntroduce
topic
and assess readiness to change
่
2. A สร ้างแรงจู งใจและความมันใจ
Address motivation and
confidence
3. O ให้ความช่วยเหลือและพัฒนา
ผู ป
้ ่ วยแต่ละราย
Offer
้
1. ชีประเด็
นและประเมินความพร ้อมในการ
่
เปลียนแปลง
Introduce topic and
assess readiness to change
้
• ชีประเด็
น Introduce topic
Stage of
change
• ประเมินแรงจู งใจ Rate motivation
่
• ประเมินความมันใจ
Rate
confidence
Readiness assessment: Stage
of change
ไม่สนใจ
ทาต่อเนื่ อง
เผลอใจ
่
เริมสนใจ
ลังเลใจ
ลงมือทา
(Preparation)
่
่
เริมเปลี
ยนใจ
่
2. สร ้างแรงจู งใจและความมันใจ
Address motivation and confidence
• จุดประกาย Discuss motivation “อยาก
ช่วย อยากเห็น”
่ ั ้ าหนัก Weight Pros. and Cons “จะ
• ชงน
ดีไหม ถ้า......”
้
่ Provide personal risk
• ชีความเสี
ยง
information “ถ้าไม่...... จะเกิด
...................................”
3. ให้ความช่วยเหลือและพัฒนาผู ป
้ ่ วย
Offer support and make patientcentered plan
•
•
•
•
•
•
ร่วมมือก ัน Work together
กระตุน
้ Encourage
ให้ทางเลือก Provide option
ให้เลือกเอง Patient’s selection
สร ้างขว ัญกาลังใจ Reinforcement
ติดตามชมเชย Follow up
Advice: Five A’s for
behavioral change
• Ask…….. What about…
• Advice…..Why (clear, strong,
personalized)
• Assess….How ready Stage of
change
• Assist…...Help or support or
treatment
plan
Transactional
communication
การฝึ กทักษะ
•
•
•
•
•
Role play
Tutorial
Practice under supervision
Self-practice
Teaching
Triangle training
ผู้เรียน
ผู้ประเมิน
ผู้ป่วย
ตัวอย่างแบบประเมินการ
่
สือสาร:
การให้ความรู ้
ห ัวเรือ
่ ง/กิจกรรม
ดีเยีย
่ ม
ระด ับการปฏิบ ัติ
ดีแต่
ดีพอใช ้ มี พอใช ้ ต้อง
ต้อง
ข้อบกพร่อ จุดบกพร่อง มีปร ับปรุง ปร ับปรุง
งบางจุด
ทีส
่ าค ัญ
อย่างมาก
การเริม
่ ต้นทีด
่ ี
การแนะนาตัว บอกวัตถุประสงค์ สร ้างบรรยากาศ
1
2
3
4
5
การตรวจสอบความรูค
้ วามเข้าใจ
เคยได ้ยินมาก่อนหรือไม่ จากไหน อย่างไร มากน ้อยแค่ไหน
1
2
3
4
5
1
2
3
4
5
1
2
3
4
5
1
2
3
4
5
1
2
3
4
5
1
2
3
4
5
1
2
3
4
5
สอบถามว่าต้องการรูอ
้ ะไรเพิม
่ เติม
่ มีตรงไหนทีย
ั ต ้องการทราบอะไรเพิม
เชน
่ ังสงสย
่ เติม สนใจ
ประเด็นใด
สอบถามว่าต้องการให้ขอ
้ มูลวิธไี หน
การอธิบาย เอกสาร วีดท
ี ัศน์
ให้ขอ
้ มูลทีเ่ ข้าใจง่ายและให้ผป
ู ้ ่ วยมีสว่ นร่วม
้
ใชภาษาชาวบ
้าน ยกตัวอย่างทีเ่ ป็ นรูปธรรมและใกล ้ตัว เน ้นย้า
กระตุ ้นให ้ถามหรือคิด
ตรวจสอบความเข้าใจ
ถามและให ้ตอบถูกหรือผิด หรือให ้อธิบาย กล่าวชมเมือ
่ เข ้าใจ
ถูกต ้อง
บอกแนวทางปฏิบ ัติและแนวทางแก้ไขปัญหา
้ พยากรทีม
เน ้นการแก ้ปั ญหาด ้วยตนเอง ใชทรั
่ อ
ี ยู่
ยุตก
ิ ารให้ความรู ้
ร่วมกันสรุปประเด็นสาคัญ และแนวทางปฏิบต
ั ิ นัดหมาย และ
Empower ผู ้ป่ วยในการปฏิบต
ั ิ
ฝึ กปฏิบต
ั ิ
• แบ่งเป็ นกลุ่มย่อย 5-10 คน
• เลือกสถานการณ์ 1 อย่าง (หรือตาม
่
มอบหมาย) เพือแก้
ปัญหา
้ั (อาจมีการแสดง
• นาเสนอหน้าชน
่
่
การสือสารให้
เพือนดู
)
• ให้เวลาฝึ ก 90 นาที
กิจกรรมกลุ่มแก้ปัญหาโดย
การใช้ MI
• กลุ่ม 1 และกลุ่ม 4: ผู ป
้ ่ วย
uncontrolled HT และสู บบุหรีจ่ ด
ั
• กลุ่ม 2 และกลุ่ม 5: ผู ป
้ ่ วย
uncontrolled DM ไม่รว่ มมือในการ
ร ับประทานยา
• กลุ่ม 3 และกลุ่ม 6: ผู ป
้ ่ วยโรคเอดส ์
่ งไม่บอกความจริงกับ
ระยะสุดท้ายทียั
ผู ด
้ ู แล
แบบฝึ กหัด2: ผู ป
้ ่ วยไม่
่้องปฏิบัติ
รขัน้ ตอนับประทานยาสม
สิ่งสาคัญที่ตาเสมอ
Introduce topics
ชี ้ประเด็น
ประเมินแรงจูงใจ
ประเมินความมัน่ ใจ
Address motivation
จุดประกาย
ชัง่ น ้าหนัก
ชี ้ความเสี่ยง
เพิ่มพูนความมัน่ ใจ
Offer support
ร่วมมือกัน
กระตุ้น
ให้ ทางเลือกให้ เลือกเอง
สร้ างขวัญกาลังใจ
ติดตามชมเชย
แบบฝึ กหัด2: ผู ป
้ ่ วยไม่
่้องปฏิบัติ
รขัน้ ตอนับประทานยาสม
สิ่งสาคัญที่ตาเสมอ
Introduce topics
ชี ้ประเด็น
ประเมินแรงจูงใจ
ประเมินความมัน่ ใจ
Address motivation
จุดประกาย
ชัง่ น ้าหนัก
ชี ้ความเสี่ยง
เพิ่มพูนความมัน่ ใจ
Offer support
ร่วมมือกัน
กระตุ้น
ให้ ทางเลือกให้ เลือกเอง
สร้ างขวัญกาลังใจ
ติดตามชมเชย
แบบฝึ กหัด3: ผู ป
้ ่ วยไม่ให้บอกความลับ
แก่ญาติ (โรคเอดส
์)
ขัน้ ตอน
สิ่งสาคัญที่ต้องปฏิบัติ
Introduce topics
ชี ้ประเด็น
ประเมินแรงจูงใจ
ประเมินความมัน่ ใจ
Address motivation
จุดประกาย
ชัง่ น ้าหนัก
ชี ้ความเสี่ยง
เพิ่มพูนความมัน่ ใจ
Offer support
ร่วมมือกัน
กระตุ้น
ให้ ทางเลือกให้ เลือกเอง
สร้ างขวัญกาลังใจ
ติดตามชมเชย
การพัฒนาตนเองด้านทักษะ
่
การสือสาร
้
• เข้าใจพืนฐานความเป็
นมนุ ษย ์
่
• เข้าใจบริบทและการเปลียนแปลงใน
สังคม
้
่
• เข้าใจพืนฐานทฤษฎี
ทางการสือสาร
่ และชอบ
• เลือก model ทีใช่
• ฝึ ก ฝึ ก ฝึ ก
• สอน สอน สอน
่
สร ้างนิ สย
ั ทีดี
• ใช ้การสนทนา (Ask-tell-ask)
่ ม/ถามความเห็น (Tell me
• สอบถามเพิมเติ
more)
• ให ้ความสาคัญกับอารมณ์ (Respond to
emotions with NURSE)
่
– N Naming เรืองอะไร
– U Understanding ทาความเข้าใจ
– R Respecting เคารพ/เห็นใจ
– S Supporting ช่วยเหลือ
Bak Al,et al. CA Cancer J Clin 2005;55:164–77
– E Exploring เจาะลึก หาสาเหตุ
่
้ าจัด
นิ สย
ั ทีควรตั
ดทิง/ก
•
•
•
•
ชอบขัด (Blocking)
่
ชอบสังสอน
(Lecturing)
ชอบแย ้ง/ตาหนิ /ปะทะคารม (Collusion)
ชอบเอาใจ (Premature reassurance)
Bak Al,et al. CA Cancer J Clin 2005;55:164–77
สรุป
่
• หลักการสือสารระหว่
างท่านก ับผูป
้ ่ วย
่
• ปั ญหาและข้อจาก ัดทีพบบ่
อยใน
่
ระหว่างการสือสาร
่
่ บ่อยในเวช
• รู ปแบบการสือสารที
ใช้
ปฏิบต
ั ค
ิ รอบคร ัว
– GATHER counseling model
– Motivational Interviewing model