(inconsistency) (questionable cause)

ไม่ ต้องมีจุดเริ มต้ น:
ตําแหน่งแห่งทีทางประวัติศาสตร์ กลุม่ ชาติพนั ธุ์ภาษาพลัดถินไท-ลาวคังในไทย
ศรันย์ สมันตรัฐ
สาขาวิชาภูมิสถาปั ตยคณะสถาปั ตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
บทคัดย่ อ
บทความต่อไปนี (เป็ นการเรียบเรียงเนื (อหาทีเกียวเนืองกันของบทความวิชาการก่อนหน้ านี (สองบทความคือ “สืบค้นไทลาวภูคงั /ครัง/คลัง /ครัง อีกครัง : ตําแหน่งแห่งที, ประวัติศาสตร์ และ กระบวนวิ ธีวิทยา”ตีพมิ พ์ในวารสารหน้ าจัว ฉบับ
ประวัติศาสตร์ เล่ม8 และ บทความเรือง “ไท-ลาว ครัง-คัง: ชาติ พนั ธุ์จินตกรรม” ในการประชุมวิชาการ “ศิลปากรวิจยั และ
สร้ างสรรค์ ครัง( ที 5: บูรณาการศาสตร์ และศิลป์” โดยสถาบันวิจยั และพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยศิลปากรและเครือข่ายวิจยั อุดมศึกษาภาคกลางตอนล่างสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ในเดือน
มกราคมปี พ.ศ.2555
บทความถือเป็ นส่วนหนึง ของการวิจยั เรือง”การศึกษาแบบองค์รวมของการปรับตัวในบริบทใหญ่ของกลุม่ ชาติพนั ธุ์ไท
ลาวในลุม่ นํ (าภาคกลางประเทศไทย” ซึง ได้ รับทุนอุดหนุนวิจยั ศาสตราจารย์ดีเด่นประจําปี พ.ศ. 2552 จากหน่วยงานทังสาม
(
คือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สํานักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจยั และ สํานักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ ร่วมกัน
สนับสนุนทุนอุดหนุน สําหรับ ศาสตราจารย์เกียรติคณ
ุ อรศิริ ปาณินท์
แม้ วา่ โครงการวิจยั นี (จะอยูใ่ นสาขาวิชาสถาปั ตยกรรมพื (นถิน ทว่าการทบทวนเอกสารอย่างรอบคอบได้ พบว่า การทีจะ
ได้ เลือกใช้ มโนทัศน์กลุม่ ชาติพนั ธุ์(ethnic group)กลุม่ ลาวครังเป็ นฐานคติในการศึกษายังมีสภาพของความกํากวมไม่คงที
(inconsistency)และมีต้นเหตุทียงั เป็ นทีส งสัย(questionable cause) จนไม่อาจนํามาใช้ เป็ นพื (นฐานในการศึกษาวิจยั ต่อได้ จึง
มีความจําเป็ นทีจ ะย้ อนรอยศึกษาด้ วยวิธีวิทยาเชิงประวัติศาสตร์จากหลักฐานชันต้
( นหรื อข้ อมูลปฐมภูมิ (primary sources) ที
เป็ นต้ นตอต้ นเหตุ ได้ แก่ จดหมายเหตุตวั เขียนโบราณรัตนโกสินทร์ ได้ แก่จดหมายเหตุในรัชกาลที๒ สองรายการและจดหมาย
เหตุในรัชกาลที ๓ อีกหนึง รายการ และเอกสารทีเ กียวเนืองชันต่
( อมาได้ แก่การศึกษาทางประวัติศาสตร์ เกียวกับ ”ส่วยครัง”;
การศึกษา “ทําเนียบหัวเมืองรศ.๑๑๘”;และ”วิถีชมุ ชนนครชัยศรี” เป็ นต้ น การศึกษาพบความบกพร่องของการตีความก่อนหน้ า
นี (จึงลดความกํากวมทางประวัตศิ าตร์ ลงได้ ทว่าการถูกนําไปใช้ อ้างอิงในวงวิชาการของเอกสารการศึกษาทางประวัตศิ าสตร์ต้น
ทางก็มีสว่ นด้ านกลับกันในการสร้ างตัวแบบชาติพนั ธุ์จินตกรรม “ลาวครัง” ขึ (นด้ วย อย่างไรก็ตามประวัตศิ าสตร์ ชาติพนั ธุ์นนั (
เป็ นพื (นฐานทางวิชาการสําหรับการวิจยั ชาติพนั ธุ์วรรณามานุษยวิทยาชาติพนั ธุ์ และการวิจยั ด้ านชาติพนั ธุ์วรรณาหรือ
มานุษยวิทยาชาติพนั ธุ์ก็จะเป็ นพื (นฐานทางวิชาการทีสนใจวัตถุธรรมทางวัฒนธรรม ซึง รวมถึงสถาปั ตยกรรมพื (นถินศึกษาอีกต่อ
หนึง การย้ อนพลวัตศึกษานี (นอกจากจะเป็ นเครืองมือทีท บทวนซึง กันและกันทังต่
( อประวัตศิ าสตร์ มานุษยวิทยาชาติพนั ธุ์แล้ วยัง
เป็ นการเสริ มความสามารถของสถาปั ตยกรรมพื (นถินศึกษาทีจ ะเข้ าถึงความหมายระดับสูงของสิง แวดล้ อมสรรค์สร้ างจะเป็ น
โอกาสทางวิชาการของสาขาวิชานี (ทีช่วยให้ เข้ าใจและแก้ ไขวิกฤตการณ์ทางสังคมและสิง แวดล้ อมของสังคมไทยในปั จจุบนั
คําสําคัญ:
ตําแหน่งแห่งที, ไท-ลาว, คัง-คลัง -ครัง-ภูครัง, สําเนียงหลวงพระบาง ,ชาติพนั ธุ์ภาษา, จดหมายเหตุต้นรัตนโกสินทร์ ,ของป่ า
สินค้ าออก
บทนํา-วัตถุประสงค์ -วิธีการศึกษา
โดยทัว ไปแล้ วสถาปั ตยกรรมศาสตร์ เป็ นศาสตร์ ทรี ะบุหน่วยแห่งศึกษาได้ ชดั เจน คือ“ตัวสถาปั ตยกรรม” อัน
ได้ แก่ อาคารและสิง แวดล้ อมของมัน จึงเป็ นศาสตร์ ทีมตี ําแหน่งขอบเขตอ้ างอิงพื (นทีทางวิชาการได้ กระจ่างชัดเจน
ทว่าเมือสถาปั ตยกรรมพื (นถินได้ พฒ
ั นาขึ (นเป็ นศาสตร์ แขนงย่อยภายใน สถานะการณ์นี (เปลียนแปลงไปโดย
สถาปั ตยกรรมพื (นถินทีไม่สนใจการมีอยูข่ องสถาปนิกแบบแผน การศึกษาทางสถาปั ตยกรรมพื (นถินจึงอาจจําแนก
กรอบของรู ปแบบได้ ตา่ งออกไป เช่น ผ่านความเข้ าใจในตัวแปรของกลุ่มทางวัฒนธรรมหรื อกลุม่ ชาติพนั ธุ์หรือภาษา
การซ้ อนเหลือมพื (นทีอ้างอิงทางวิชาการจึงเป็ นไปตามเหตุปัจจัย
อย่างไรก็ตามความรู้ ด้านชาติพนั ธุ์ศกึ ษาและกลุ่มชาติพนั ธุ์เองก็ต้องได้ รับการผลิตสร้ างขึ (นจากมานุษยวิทยา
วัฒนธรรม คติชนวิทยา(folklore) ชาติพนั ธุ์วรรณา(ethnography) ซึง ต้ องมีรากฐานจากประวัตศิ าสตร์ ของชาติพนั ธุ์
นันๆ
( หากข้ อสรุปทางประวัตศิ าสตร์ ชาติพนั ธุ์ในกลุ่มวัฒนธรรมมีความแน่ชดั ลงตัวก็เป็ นพื (นฐานได้ ก็ทาํ ให้ การศึกษา
ทางมานุษวิทยาวัฒนธรรมทีจะศึกษาต่อมามีโอกาสทีจะได้ ผลทีมีความแน่นอนชัดเจน และจะเป็ นฐานทางการศึกษา
ให้ กบั สถาปั ตยกรรมพื (นถิน หรื อการศึกษาวัตถุหรื อตัวกลางทางวัฒนธรรมของกลุม่ ชาติพนั ธุ์แบบอืนๆ (ซึ งมีทงั ด้าน
นามธรรมเช่น คติชนวิ ทยาและภาษาศาสตร์ อันได้แก่ ประเพณี ,กฏต้องห้าม,แนวปฏิ บตั ิในชี วิตประจําวัน, พิธีกรรม,
นิ ทาน,ภาษาสําเนียง,วงศาวิ ทยาลักษณะการสืบสายตระกูล และด้านรู ปธรรม เช่น ศิลปกรรม,โทเทม,หน้ากาก, ตัว
เขี ยน,ผ้า,อาหาร,เครื องแต่งกาย,เครื องประดับ,รอยสัก,ของเล่น ,เครืองใช้เครื องมือ, สถาปั ตยกรรม) นอกจากจะทําให้
การวิจยั ในสาขาวิชาทีตอ่ เนีองตามมาอีกทอดเป็ นไปได้ ด้วยดีแล้ วยังเป็ นวงจรความรู้ ย้อนกลับอันทบทวนกันและกันอีก
ด้ วย
ในทางกลับกันหากกลุม่ วัฒนธรรมทีศกึ ษายังอยูใ่ นสถานะทีกํากวม1 การศึกษาต่อเนืองทางวัตถุธรรมของ
วัฒนธรรมนันก็
( ไม่อาจสร้ างผลสัมฤทธ์ทางวิชาการ ดังนันจึ
( งมีความจําเป็ นอย่างยิงทีจะต้ องทบทวนการศึกษาทาง
ประวัติศาสตร์ อนั เป็ นต้ นทางเสียก่อนเกิดความเสียหายทางวิชาการทีจะมีผลสืบเนืองมาดังกล่าว
ค้ นคว้ าความอิหลักอีเหลือ และข้ อวิพากย์ซงึ กันและกันในแนวคิดวัฒนธรรม ชาติพนั ธุ์ ได้ จากหนังสือเหล่านี (
กาญจนา แก้ วเทพ. 2544. ศาสตร์ แห่งสือและวัฒนธรรมศึกษา. กรุงเทพฯ: เอดิสนั เพรสโปรดักส์.
ยุกติ มุกดาวิจิตร. 2548. อ่าน'วัฒนธรรมชุมชน' : วาทศิลป์และการเมืองของชาติพนั ธุ์ นิพนธ์แนววัฒนธรรมชุมชน.กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน.
อมรา พงศาพิชญ์. 2547. ความหลากหลายทางวัฒนธรรม(กระบวนทัศน์และบทบาทในประชาสังคม). กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เกษม เพ็ญภินนั ท์(บก). 2552. ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมในมนุษยศาสตร์ . กรุงเทพฯ: สกว.,วิภาษา.
ปิ นแก้ว เหลืองอร่ามศรี . 2550. ความอิหลักอิเหลือของมโนทัศน์ชาติพันธุ์ ใน สังคมศาสตร์ (ปี ท๑ี ๐ฉ.๑/๒๕๕๐).คณะ สังคมศาสตร์ มช.
ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ. 2547.ทบทวนแนวทางการศึกษาชาติพนั ธุ์ ข้ ามยุคสมัยกับการศึกษาในสังคมไทย ใน ว่าด้ วยแนวทางการศึกษาชาติ
พันธุ์. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.
1
ต่อไปนี (อาจแสดง“ภาพ”ของประเด็นได้ ชดั ขึ (นในกรณีสถาปั ตยกรรมพื (นถิน (อรศิริ ปาณินท์.2543: 69;97)
ภาพรู ปตัดทีศาสตราจารย์ อรศิริ ปาณินท์เขียนขี (นจากการวิจยั สองชิ (นต่างกรรมต่างวาระสองรู ปนี (ผู้เขียน
นํามาจากปาฐกถาของท่าน เป็ นภาพรู ปตัดเรือนพื (นถินสองกลุม่ ชาติพนั ธ์ทีแตกต่างห่างจากกัน ทังทางชาติ
(
พนั ธุ์ภาษา
และหลักแหล่งตําแหน่งทีอยูท่ างภูมิศาสตร์ 2การตีความต่อไปเป็ นของผู้เขียน
สถาปั ตยกรรมพื (นถินนันเป็
( นผลผลิตของมนุษย์แต่ก็มที ีมาจากเหตุปัจจัยด้ านภูมิศาสตร์ อนั ได้ แก่ภมู ิประเทศ
วัฏฏะของฤดูกาลภูมิอากาศ, สิงแวดล้ อมและทรัพยากรตามกาลเทศะ และ เหตุปัจจัยทางรหัสทางด้ านวัฒนธรรม
(Cultural Schemata) อันมีทมี าจากแต่ละกลุม่ ชาติพนั ธุ์ เหตุปัจจัยทังสองจึ
(
งจําเป็ นต่อการจําแนกแยกแยะ
(Definition) สถาปั ตยกรรมพื (นถิน
จะเห็นว่าเมือพิจาณารู ปตัดอาคารทังสองเที
(
ยบกันพบว่ารู ปแบบทางสถาปั ตยกรรมแทบไม่แตกต่างกันอย่างมี
นัยสําคัญ หรื อ คล้ ายคลึงกัน ได้ แก่ สัดส่วน วัสดุแบบรายละเอียดโครงสร้ างและเปลือกหุ้มทางสถาปั ตยกรรมและ
สุเทพ สุนทรเภสัช. 2548. ชาติพันธุ์สมั พันธ์. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ
2
รูปทางซ้ ายเป็ นเรือนลาวโซ่งจากวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตของผศ.ดร.โชติมา จตุรวงศ์(2540) เรื อนนี (เคยพบอยู่ทวั ไปในเขตทีอยูข่ องพวกเขาใน
ลุม่ แม่นํ (าดําสิบสองจุไท ทว่าหลังจากการรุกรานอย่างต่อเนืองของจีนฮ่อทําให้ การอพยพใหญ่ผ้ คู นส่วนใหญ่เดินทางมาเริ มตังรกรากใหม่
(
ใน
สยามทีเ ริ มต้ นในเขตจังหวัดเพชรบุรี เรือนนี (พบในจังหวัดเพชรบุรีในสภาพทีน ่าเป็ นห่วงทว่าก็ยงั เต็มไปด้ วยบริบทของการใช้ ชีวิตจริงมิใช่เรื อน
จําลอง ในแง่มรดกของกลุม่ ชาติพนั ธุ์ไท-ลาวซ่วง/โซ่ง เรื อนนี (จึงเป็ นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ของกลุ่มชาติพนั ธุ์ที ดร.เกรี ยงไกร เกิดศิริ กําลัง
รณรงค์เพืออนุรักษ์อย่างแข็งขัน งานวิจยั ในระยะหลังชีว( า่ เรื อนลักษณะ “กระดองเต่า”แบบนี (หมดไปจากเวียดนามเหนือแล้ ว การยังเหลืออยู่ที
เพชรบุรีจึงอธิบายให้ เห็นเชิงคุณประโยชน์ ระบบคิดของคนพลัดถิน(diaspora) ทีจะเสนอให้ ผนวกร่วมเป็ นแนวคิด “กลุ่มชาติพนั ธุ์พลัดถิน”ที
เสนอในช่วงท้ ายบทความนี (ด้ วย
รูปทางขวาเป็ นเรื อนกะเหรี ยงโพลว์จากสาระนิพนธ์ประกาศนียบัตรชันสู
( ง (เทียบเท่ามหาบัณฑิต)ของธีรวรรณ สมะพันธุ(2520), “เรื อนกะเหรี ยง
โปว์ หมู่บ้านแม่จ๊าง”ในอ.แม่สะเรียง ในประวัติศาสตร์ กลุม่ ชาติพนั ธุ์ไท-ลาวซ่วง/โซ่งและกะเหรี ยงโพลว์ ไม่เคยอยูใ่ กล้ ชิดหรือติดต่อกันเลย
แม้ วา่ อาจมีสภาวะทางภูมิศาสตร์ แบบภูเขาสลับทีราบทีมีฝนตกแบบตอนเหนือของคาบสมุทรสุวรรณภูมิทีมีภมู ิอากาศคล้ ายคลึงกัน
ภาพรวม แต่แล้ วเมือพิจารณาควบคูไ่ ปกับ “รหัสทางวัฒนธรรม”ของกลุม่ ชาติพนั ธุ์ทีกํากับการใช้ สอยทางวัฒนธรรม
ของแต่ละเรื อน ในทีน ี (ได้ แก่รหัสกําหนดสถานะสถานทีทางเพศสภาพ3 ผลกลับทําให้ เห็นได้ วา่ มีความแตกต่างกันมาก
ดังนี (ชี (ให้ เห็นว่าสถาปั ตยกรรมพื (นถินศึกษาจําเป็ นต้ องมีรากฐานทางมานุษยวิทยาชาติพนั ธุ์ทแี ข็งแรงรองรับ
มิฉะนันก็
( จะพบความเสีย งทีจ ะได้ รับผลจากการตีความเอาเองจากบริ บทของตัวผู้ศกึ ษา
(ethnocentrism/egocentrism) จนไม่อาจนําไปสูค่ วามสามารถทีจ ะอ่านเข้ าใจเข้ าถึง “ความหมายในระดับสูง”ทีสงิ
สถิตย์(latent)ในสิง แวดล้ อมสรรค์สร้ าง4 และ กลายเป็ นข้ อจํากัดทางญาณวิทยาของการวิจยั “เพือค้ นหาความรู้ ” การ
สถาปนาโอกาสทีจะสร้ างและนําความรู้ ไปประยุกตกรรมเพือการสร้ างสรรค์สภาพแวดล้ อมอย่างยัง ยืนเพือมนุษยชาติ
หากทะลุเพดานนี (ไม่ได้ สถาปั ตยกรรมพื (นถินศึกษาจะมีสถานะเป็ นเพียงพาหะอุปกรณ์ของ “อุตสาหกรรมทาง
วัฒนธรรม”5 เท่านัน(
ระบบทางวัฒนธรรม(Cultural Schemata)ทางเพศสภาพของทังสองกลุ
(
ม่ ชาติพนั ธุ์กล่าวได้ วา่ แตกต่างกัน ในขณะทีไ ท-ลาวโซ่งได้ รับระบบ
วัฒนธรรมจากวัฒนธรรมจีนซึง ให้ ความสําคัญกับเพศชาย เราจะเห็นว่าเรื อนของพวกเขาได้ ใช้ ระบบแบ่งพืน( ทีระหว่างเพศอย่างชัดเจนแต่ละ
เพศมีทางเข้ าบันไดเฉพาะโดยหน้ าบ้ านเป็ นของชาย และสิทธิสภาพทางพื (นทีทงสองจะมาพบบรรจบร่
ั(
วมกัน ณ พืน( ทีอนั อบอุ่นของแม่เตาไฟ
( อนทังหมดจึ
(
ง
กลางบ้ าน ส่วนระบบวัฒนธรรมทางเพศสภาพ(Cultural Schemata of Gender)-ของกะเหรี ยงให้ หญิงเป็ นประธานของบ้ าน ดังนันเรื
เป็ นเขตของหญิง ทีอนุญาตให้ ชายมีสว่ นเฉพาะเล็กๆบริ เวณหน้ าเรื อน(จอแปละ) และ หิ (งผีฝ่ายชาย(เปอะจอโค่ห์) ส่วนแม่เตาไฟกลางบ้ าน
ของกะเหรี ยงมีบทบาทเป็ นศูนย์กลางทางชีวิตประจําวันรวมไปถึงรหัสต้ นกําเนิดของวัฒนธรรม
3
4
Amos Rapoport( 1982:221) The meaning of the built environment:
(1) “High-level’ meanings related to, for example, cosmologies, cultural schemata, worldviews, philosophical systems, and the sacred.
(2) “Middle-level meanings, those communication identity, status, wealth, power, and so on- that is, the latent aspects of activities, behavior, and settings)
rather that the instrumental aspects of activities, behavior, and settings.
(3) “Low-level” everyday and instrumental meanings: mnemonic cues(เบาะแสชีน( ําช่วยจํา) for identifying uses for which settings are intended and hence the
social situations, expected behavior, and the like; privacy, accessibility; penetration gradients; seating arrangements; movement and way-finding; and other
information which enables users to behave and act appropriately and predictably, making co-action possible.
เอมอส รัพพอพอร์ ทได้ เสนอให้ พิจารณา’ความหมายของสิงแวดล้ อมสรรค์สร้ าง’-อันเป็ นชือหนังสือด้ วยนี (- ออกเป็ นสามระดับได้ แก่
(๑) ความหมาย“ระดับสูง” สัมพันธ์ถึง จักรวาลวิทยา,รหัสทางวัฒนธรรม, โลกทัศน์, ระบบปรัชญาและทังปวงอั
(
นศักดิส€ ิทธิ€
(๒) ความหมาย “ระดับกลาง” สัมพันธ์ถงึ อัตตลักษณ์ในการสือสาร, สถานภาพ, ความมัง คัง รุ่งเรื อง, อํานาจ เป็ นต้ น โดยหากจะพิจารณา
กิจกรรม,พฤติกรรม,และ ฉากประกอบ ออกเป็ นสองระดับ คือ ส่วนทีสิงสู่อยูล่ ึก(latent)และส่วนเชิงเครื องมือ(instrumental)ทีเห็นชัดกว่า
ความหมายระดับสูงและระดับกลางจะอยูใ่ นส่วนแรก
(๓)ความหมาย”ระดับตํา” คือความหมายเชิงเครืองมือทีใช้ เป็ นประจํา ได้ แก่ เบาะแสชีน( ํา/เบาะแสช่วยจํา(mnemonic cues)ในการระบุใช้ สอยสิง
ต่างๆทีควรจะเป็ นเพือช่วยให้ ใช้ ปฏิบตั ิตามพฤติกรรมทีเป็ นทีคาดหมายตามสถานการณ์ในสังคม ตัวอย่างเช่น ความเป็ นส่วนตัว,การเข้ าถึง;
ลําดับสิทธิของการเข้ าใช้ ; การจัดตําแหน่งทีน งั ; การหาเส้ นทางและการเคลือนที; และ ข้ อมูลข่าวสารซึง ช่วยให้ ผ้ เู ข้ าใช้ ได้ มีพฤติกรรมและกริยา
อย่างเหมาะสมและคาดคะเนได้ อันอํานวยให้ (คนอืน-บทบาทอืน)สามารถมีพฤติกรรมร่วมไปด้ วยได้
5
Theodor Adorno(1991) อ้ างจาก ดุษฎี วรธรรมดุษฎีทีได้ ศึกษามโนทัศน์นี (อย่างดี ใน เกษม เพ็ญภินน
ั ท์(บก.2552:195-196)
“อุตสาหกรรมวัฒนธรรมเน้ นกระบวนการจําแนกแจกจ่าย การส่งเสริมการขายและการตลาดของผลิตภัณฑ์(กระบวนการภายนอก) มิใช่
กระบวนการภายในของการสร้ างสรรค์ศิลปวัฒนธรรม อุตสาหกรรมวัฒนธรรมแสวงหาศิลปะทังชั
( นสู
( งและตําแล้ วทําลายเสียด้ วยการผสม
กลมกลืนเพือนําไปสู่รูปแบบเชิงเดียวทีบูรณาการสูต่ ลาดของการบริโภคทําให้ เป็ นสินค้ าสําเร็จรูป...จนส่งผลต่อสภาพสังคมทีเปิ ดโอกาสให้
สําหรับกรณีกลุม่ ชาติพนั ธุ์ไท-ลาวครัง-คัง6นัน( การทบทวนวรรณกรรมพบว่าพื (นฐานทางประวัตศิ าตร์ กลุ่ม
ชาติพนั ธุ์นี (อยู่ในสถานะทียงั คลุมเครื อกํากวมไม่คงที (Inconsistency, equivocation) เมือสืบย้ อนไปก็พบว่ามีสาเหตุ
มาจากการปูพื (นฐานทางประวัติศาสตร์ สาระสําคัญอันเป็ นวัตถุประสงค์การศึกษาทีจะวิจารณ์ทบทวนต้ นเหตุทีนา่
สงสัย (questionable cause) ทีวา่
“ลาวภูครัง ถิ นฐานเดิ มอยู่เมื องภูครัง ปรากฏในหลักฐานเพียงว่าตัง อยู่ฝังซ้ายแม่นําโขง กองทัพไทยเคยยกไป
ตัง มัน ชัว คราวเมือ สงครามกับเวียดนามในรัชกาลที๓ ”7 (บังอร ปิ ยะพันธุ์2541: 4)
วิธีดําเนินการวิจัย
ส่วนทีใ ช้ สร้ างบทความนี ( ได้ ใช้ วิธีดําเนินการวิจยั แบบการวิจยั เชิงประวัตศิ าสตร์ (Historical Research)
เป็ นการศึกษาหาความจริงโดยใช้ ข้อมูลทีเป็ นหลักฐาน ซีงโดยทัว ไปแล้ วมีวิธีการและแนวทางการวิจยั ได้ หลายแนว
ทว่ามีรูปแบบของแนวคิดสําคัญ 6 ประเด็นของGarraghan (1946)8ทีค รอบคลุมแนวทางดําเนินการและแนวทางการ
ประเมินการวิจยั เชิงประวัตศิ าสตร์ โดยรวม
หลักฐานทีใช้ ได้ แก่ จดหมายเหตุสมุดไทยเลขที( ๑๐), (๑๔)ในรัชกาลทีส อง และ เลขที( ๑๘)ในรัชกาลทีสาม
ทังนี
( (การแปลความมีฐานความเข้ าใจว่าระบบจดหมายเหตุในเวลานัน( ใช้ เพืออ่าน ซึง อาลักษณ์แต่ละคนอาจมีระบบ
การสะกดของตนเองได้ เป็ นภาษาอ่านดังๆถวายให้ เจ้ านาย “ฟั ง”แล้ วมีวินจิ ฉัย “สัง ”ต่อมา ไม่ใช่แบบภาษาอ่านในใจที
เราคุ้นเคย ทังนี
( (โดยสืบค้ นตามแนวเอกสารจากการศึกษาต้ นทางก่อนหน้ านื (คือ “ลาวในกรุ งรัตนโกสินทร์ ” นอกจาก
เทคโนโลยีสามารถควบคุมกลไกการผลิตลักษณะทางวัฒนธรรมจนนําไปสูก่ ารหลอกลวงมวลชน อุตสาหกรรมวัฒนธรรมถือว่าเป็ นผลลัพธ์ของ
การครอบงําสังคมทีทําให้ เกิดความเป็ นมิติเดียวทางสังคม ซึง กลืนกินรูปแบบในการดําเนินชีวิตทังหลายทั
(
งมวลของมวลชน
(
จนในทีสดุ
วัฒนธรรมทังหมดถู
(
กทําให้ เป็ นมาตรฐานเดียวกัน ถูกจัดการและบริหารโดยมีจดุ มุ่งหมายเดียวก็คอื การรับใช้ นายทุน และนัน ก็เป็ นเครืองมือใน
การควบคุมทางสังคม การควบคุมทางสังคมกลายเป็ นสิงทีมีลกั ษณะเบ็ดเสร็จภายในวงจรของการหาประโยชน์จากการครอบงํา ระบบ
ดังกล่าวได้ เติบโตและแข็งแกร่งขึ (น อุตสาหกรรมวัฒนธรรมคือเผด็จการเบ็ดเสร็จ.”
6
สําเนียงภาษาลาวออกเสียง คัง ไม่มี เสียง ร ควบ ในทีนี (ให้ ไว้ ทงสองไปก่
ั(
อน แม้ วา่ ผู้เขียนเห็นว่า “การใช้ ตามเจ้ าของวัฒนธรรมเป็ นหลัก
สําคัญ” ก็ตาม
7
บังอรปิ ยะพันธุ์ (๒๕๔๑: ๔) อ้ างจาก จดหมายเหตุรัชกาลที๓,สมุดไทยดํา (๑๘),ร่างตราเจ้ าพระยาจักรี ตอบเมืองสุพรรณ จ.ศ. ๑๒๐๒ พ.ศ.
๒๓๘๓
8
Garraghan, Gilbert J. (1946). A Guide to Historical Method. New York: Fordham University Press. รูปแบบของแนวคิดหลัก 6 ประเด็นในการวิจยั เชิง
ประวัติศาสตร์ ของ Garraghan ได้ แก่
-การบ่งชี (วันเวลาดังเดิ
( มIdentification of origin date –หลักฐานของสถานที Evidence of localization -การยอมรับและรับรองผู้แต่ง Recognition of
authorship -การวิเคราะห์ข้อมูล Analysis of data -การบ่งชีถ( งึ ความซือสัตย์สจุ ริ ต Identification of integrity -แหล่งอ้ างอิงทีเชือถือได้ Attribution of
credibility
อ้ างอิงจากเวบไซวิกิพีเดียไทย http://th.wikipedia.org/wiki/การวิจยั เห็นว่ามีความครอบคลุมทังแง่
( การสังเคราะห์ผลิตสร้ างและการตรวจสอบ
วิเคราะห์วิจารณ์การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์
ผลสรุ ปการวิจยั แล้ วส่วนทีจ ะเพิมเติมในบทความชิ (นนี (คือการวินจิ ฉัย “ทําเนียบหัวเมือง ร.ศ.๑๑๘” และ “วิถีชมุ ชนลุม่
นํ (านครชัยศรี ”
โดยลําดับบทความต่อไปนี (แบ่งตอนเป็ นส่วนสําคัญ ได้ แก่
ส่วนแรกเป็ นการอภิปรายถึงการเรียกนามบัญญัติและแนวนิยาม ไท-ลาวคัง/ครัง/คลัง ทีไ ด้ พบในทบทวน
เอกสารเป็ นการปูพื (นไปถึงข้ อสันนิษฐานในวงวิจยั เสนอความจําเป็ นทีจ ะต้ องสืบค้ นความรู้ ต้นตอของไท-ลาว คัง/ครัง/
คลัง ขึ (นอีกครัง(
ส่วนทีสองเสนอรายละเอียดการสืบค้ น“ไท-ลาวคัง”จากสําเนาจดหมายเหตุ-เสนอการศึกษาสืบค้ นการ
วิเคราะห์รายละเอียดทางเอกสารทีเ กียวข้ องกับความคิดต้ นกําเนิดทีว ่า “เมื องครังเป็ นหัวเมื องลาวอยู่ฝังซ้ายแม่นําโขง”
ทีพบใน“สารานุกรมกลุม่ ชาติพนั ธุ์ในประเทศไทย-ลาวครัง”ตลอดจนทีนิยมอ้ างถึงงานวิชาการเกียวกับชาติพนั ธุ์ไท-ลาว
ในชันต่
( อๆมา การย้ อนรอยกระทําผ่านหลักฐานทีถ กู อ้ างถึงของหนังสือ “ลาวในกรุ งรัตนโกสินทร์ ” โดยเป็ นเอกสาร
จดหมายเหตุราชการแผ่นดินในรัชกาลทีสองและรัชกาลทีสามเฉพาะเอกสารทีได้ ถกู อ้ างถึงในหนังสือดังกล่าวเป็ นหลัก
ในการศึกษานําไปสูส่ ว่ นต่อไป
ส่วนทีสาม เป็ นการอภิปรายสรุ ปเรี ยงตามลําดับเหตุการณ์ตามการสันนิษฐานใหม่ไว้ ชนหนึ
ั ( งก่อน
ส่วนทีสี “ภูมิ-ประวัติ ของ ครังส่วย และ ภูครัง” สาธิตการค้ นคว้ าทางเอกสารชันต้
( นทางประวัตศิ าสตร์ ที
เกียวกับครัง(ส่วย)ในแง่ภมู ิศาสตร์ ทรัพยากรเพือสนับสนุนแนวทางข้ อสรุ ปแนวทาง “ลาวเมืองครังแขวงเมื องพิ ษณุโลก”
การหาตําแหน่งแห่งทีข อง “เมืองภูครังแขวงพิษณุโลก” ซึง สอดคล้ องกับข้ อทรงสันนิษฐานของ สมเด็จพระเจ้ าบรมวงศ์
เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ(บัวริ น วังคีรี:2548) อย่างไรก็ตามหลักฐานทีพ บในขณะนี (ก็ยงั ไม่เพียงพอทีจ ะนําไป
ระบุตําแหน่งอย่างเฉพาะเจาะจงได้
ส่วนทีห้า “ทําเนียบเมืองร.ศ.๑๑๘” ซึง เป็ นเอกสารชันต่
( อมา(ร.๕)อีกชิ (นหนึง ทีย งั พบเบาะแส “เมืองภูครังแขวง
เมืองพิษณุโลก”
ส่วนทีหก “วิถีชมุ ชนนครชัยศรี 2548” เพือตามรอยจาก “สามปทวร ณคอรไชยศรี ”ในจดหมายเหตุทีเสนอใน
ส่วนทีสอง
ส่วนทีเ จ็ดเป็ นสุดท้ ายเป็ นการสรุ ปวิจารณ์เอกสารเสนอสมมุตฐิ านทางนามบัญญัตไิ ท-ลาวคังทีได้ จาก
การศึกษานี (ตลอดจนอภิปรายแง่มมุ สันนิษฐานข้ อจํากัดในการวิจยั ทีไ ด้ ตรวจสอบ รวมไปถึงข้ อคิดเห็นตลอดจนทฤษฏี
ทีจําเป็ นต่อการศึกษาไท-ลาวคังเชิงชาติพนั ธุ์ภาษาและการศึกษาแบบ“องค์รวม”อืนๆในสิง แวดล้ อมสรรค์สร้ างภูมิ
สถาปั ตยกรรมและสถาปั ตยกรรมพื (นถินต่อไป
๑.
รู ปนามบัญญัต “ไท-ลาวคัง”
เพือให้ ความเข้ าใจโดยทัว ไปในบทความนี (ใช้ คําว่า ไท ในภาษาลาวเป็ นคํากลางๆหมายถึง “คน” คนลาวเรี ยก
กันเองโดยใช้ คําไทหรื อไตนําหน้ า ส่วน“ไท-ลาว”ทีจะใช้ ตอ่ ไปในบทความนี (หมายถึงกลุม่ ชาติพนั ธุ์ก่อนสู่ล้านช้ างและ
จากราชอาณาจักรล้ านช้ างสูส่ ยาม ซึง ผู้เขียนคล้ อยตามความเห็นของ แกรนท์ อีแวนท์ทวี ่า
“..กว่าทีล าวและไทย จะปรากฏตัวขึนในในลักษณะทีเ ป็ นรัฐชาติ ดงั ทีเ รารู้จกั กันทุกวันนี ก็ตอ้ งกินเวลาอีก
หลายศตวรรษ และต้องผ่านกระบวนการทางประวัติศาสตร์ ของภูมิภาคอันซับซ้อน ซึ งชาวไทเป็ นผูม้ ี บทบาทสําคัญ
ก่อนศตวรรษที 19 ไม่มีเหตุผลใดทีเ ราจะใช้คําว่า “ชนชาติลาว”หรื อ “ชนชาติไทย” แม้ว่าจะเป็ นเรืองธรรมดาที ประวัติศาสตร์ ของชาติ ทงั สองจะได้พยายามใช้คําดังกล่าว ย้อนกลับไปในอดีตให้นานทีสดุ เท่าทีจ ะทําได้ ข้าพเจ้าเชือ
ว่าการบันทึกประวัติศาสตร์ ดว้ ยเหตุผลทางชาติ นิยมเช่นนัน เป็ นการบิ ดเบือนความเข้าใจของเราว่าโลกยุคปั จจุบนั มี
ความเป็ นมาเช่นใด ดังนัน ข้าพเจ้าจึ งตัง ชื อบทแรกในหนังสือเล่มนี (-ประวัติศาสตร์ สงั เขปประเทศลาวประเทศกลาง
แผ่นดินเอเซียอาคเนย์) ว่า “ก่อนจะเป็ นลาว” แต่ช่วงเวลาเดียวกันนีก ็หมายถึง “ก่อนจะเป็ น ประเทศไทย กัมพูชา
พม่า เวียดนาม หรื อ จี น” เช่นกัน.....และ.... หากเราปราถนาอย่างแท้จริ งทีจ ะเข้าใจช่วงเวลาก่อนยุคปั จจุบนั ของเอเซี ย
ตะวันออกเฉียงใต้ เราจะต้องก้าวเข้าไปในโลกทีม ี ทศั นะต่อตนเองแตกต่างไปจากโลกทัศน์ของพวกเราอย่างสินเชิ ง”
(แกรนท์ อีแวนส์ 2549:2)
ขอใช้ พื (นทีตอ่ มาอภิปรายถึงคําว่า ครัง โดยในภาษาลาวซึง ไม่ใช้ ระบบตัว“ร”ควบกลํ (า (เรื องเดช ปั นเขือนขัติย์
2539: 43) จึงจะออกเสียงคํานี (ว่า “คัง” หมายถึง ครังทีเป็ นทรัพยากรของป่ าทีสาํ คัญในเขตกัมพูชา-สยาม-ล้ านช้ างมา
แต่โบราณ ทรัพยากรนี (ยังเป็ นสิงสําคัญในการใช้ สอยในชีวิตประจําวันในการเป็ นวัสดุเชือมตัวกลางระหว่างไม้ กบั โลหะ
ในเครื องมือเครืองใช้ และ เป็ นส่วนสําคัญของการย้ อมผ้ าให้ เป็ นสีแดงทีเ รี ยกว่า ผ้ าย้ อมครัง โดยเป็ นผลิตผลของ
“แมลงในวงศ์แลคซิ เฟอริ ดี (Lacciferidae) แมลงครังมี ชือทางวิ ทยาศาสตร์ วา่ แลคซิ เฟอร์ แลคคา ( Laccifer lacca
Kerr.)ใช้งวงเจาะลงไปบนกิ งไม้เพือ ดูดนําเลีย ง ไม่สามารถเคลือ นทีไ ด้ จึงสร้างรังห่อหุ้มป้ องกันตัว ซึงประกอบด้วยสาร
สีม่วงแดง ขีผ ึงสีเหลืองแก่และยางสีสม้ รังนีค ือสารทีเ รี ยกว่า ครัง มนุษย์ ได้นํามาใช้ประโยชน์กนั ตัง แต่สมัยโบราณกว่า
๔,๐๐๐ ปี มาแล้ว โดยใช้เป็ นสมุนไพร ยารักษาโรคโลหิตจาง โรคลมขัดข้อ เป็ นต้น นอกจากนีย งั นําไปใช้ใน
อุตสาหกรรมการทําเชลแล็ก แลกเกอร์ เครื องใช้ เครื องประดับและอืน ๆ ปัจจุบนั ครังเป็ นสินค้าออกทีส ําคัญของ
ประเทศอิ นเดียและไทย”(ไพฑูรย์ อบเชย :2546)
ส่วน “ภูครัง”ในทีนี (หมายถึงชือเมืองหรือชือสถานทีม ีภเู ขาทีแ หล่งทีม ีทรัพยากรทีเชือกันว่าเป็ นแหล่งทีอยู่
อาศัยของกลุม่ ชาติพนั ธุ์ร่วมกันไป
“ภาษาลาวครัง เป็ นภาษาตระกูล ไท-กะได คล้ายคลึงกับภาษาลาวในแถบภาคเหนื อและภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสาธาณรัฐประชาธิ ปไตยประชาชนลาว เช่น แขวงหลวงพระบาง แขวงไชยะบุรี รวม
ไปถึงภาษาพูดทีพ ดู ใน จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดเลย ซึ งอยู่ใกล้แขวงดังกล่าว นอกจากนีย งั คล้ายคลึงกับภาษา
นครไทย ภาษาที พดู กันอยู่ในส่วนใหญ่ในอําเภอนครไทย จังหวัดพิ ษณุโลก” (มยุรีและเอมอร,2548:11) จากการ
สัมภาษณ์ สมิง จงกะสิกิจให้ ความเห็นว่า ลาวสีก ลุม่ คือ ลาวคัง ลาวเวียงลาวกาลาวแง๊ วแยกแยะได้ ยากอาจถือเป็ น
กลุม่ ใหญ่เดียวกัน ส่วนลาวอีกสองกลุม่ ทีจ ําแนกได้ ชดั เจนคือ กลุม่ ไทดําและลาวพวน
ในบทความนี (ใช้ คําว่า “คัง” ตามขนบนิยมทางมนุษยวิทยาชาติพนั ธุ์ภาษาทีให้ ความสําคัญกับสาระจากมุมผู้
ถูกศึกษา โดยการให้ เกียรตินบั ถือเรี ยกตามมุมภาษาของผู้ถกู ศึกษา และ ใช้ “ลาวเมืองภูครัง”ตามจดหมายเหตุรัชกาล
ทีสองแม้ จะมีรูปเขียนอืนๆด้ วย ทีแตกต่างไปเนืองจากใช้ ตามชือเรี ยกของเอกสารอืน อย่างไรก็ตามการทบทวนเอกสาร
ชันต้
( น ได้ พบรู ปแบบคํา ทีใ ช้ เรียกทีอ าจหมายร่วมกันของกลุ่มชาติพนั ธุ์ภาษาไท-ลาวคังตามตารางดังต่อไปนี (
คลัง (ส่วย-สินค้ า)
ครัง (ส่วย)
ลาวครัวเมืองพุกรัง
ลาวเมืองภุกราง
ลาวเมืองภูครัง
ลาวเมืองเวียงครัง
ลาวกา (ก๊ ะล่ะ,ล่อก๊ อ)
ลาวแง้ ว
ลาวเวียง,ไทเวียง
ลาวกาว
Lao-gao
พบรู ปคําสะกดนี (พบในจดหมายเหตุรัชกาลทีสอง และ ในจดหมายเหตุรัชกาลทีสาม ช่วงระหว่างปี จศ. ๑๒๐๐-๑๒๐๑
พบในจดหมายเหตุรัชกาลทีสามตั (งแต่ จศ. ๑๒๐๒ – สิ (นรัชกาลทีสาม
พบในจมห. ร.๒บัญชีเบิกจ่ายแลพระราชทานประจําเดือนในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาไลย(๑๔),จศ. ๑๑๗๗,
วัน ๑. ๖ ๘ คําปี ฉลูนพศก
พบในจมห. ร.๒บัญชีเบิกจ่ายแลพระราชทานประจําเดือนในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาไลย(๑๔),จศ. ๑๑๗๗,
วัน ๔.๑ ๙ คํา ปี ฉลูนพศก
พบในจมห. ร.๒บัญชีเบิกจ่ายแลพระราชทานประจําเดือนในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาไลย(๑๔),จศ. ๑๑๗๗,
วัน ๖ ฯ๕ ๕ คํา ปี ขาลสัมฤทธิศก
พบในจมห.ร ๓. ร่ างตราเจ้ าพระยาจักรี ตอบเรื องส่งครัว เมืองพวน เมืองเวียงจันทร์ (๑) จศ.๑๑๙๙ ใน บังอร ปิ ยะพันธุ์
,๒๕๔๑:๖๕ เชิงอรรถที๕๕
ชาวบ้ านทัพคล้ ายเรี ยกชาวบ้ านทัพหลวงมีนยั ถึงสําเนียงทีแตกต่างกัน(สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยนาท:น.๑๒);(มยุรี
และเอมอร,๒๕๔๘:๕) และ ความเห็นของสมิง จงกะสิกิจ ว่าเป็ นกลุม่ ทีปะปนกับลาวเวียงในพื (นทีต.ห้ วยแห้ ง อ.บ้ านไร่ ,อ.
ห้ วยคต,อ.ลานสัก จังหวัดอุทยั ธานี
สมิง จงกะสิกิจเห็นว่า ไม่สามารถแยกออกได้ อย่างชัดเจนกับลาวเวียงลาวคัง (เช่นเดียวกับลาวกา) พบว่าคนลาวล้ าน
ช้ างเรี ยกคนลาวแง้ วลาวคัง ว่า ไทเมืองหลวง หรื อ ไทไชยะ และอ้ างจากรุ จิรา เชาวน์สวนและคณะว่ามาจากเมืองสาม
หมิน,เมืองเพวิง,เมืองแก่นท้ าว,เมืองลม,เมืองปากลาย อันเป็ นเมืองเล็กรอบๆเวียงจันทร์ และเมืองภูเวียง แหล่งทีอยู่
ปั จจุบนั ได้ แก่เมืองพิไชยจ.อุตรดิษถ์ ,อ.นครไทยจ.พิษณุโลก,อ.หล่มสักจ.เพชรบูรณ์ ,ผ่านไปยังสระบุรี ไปยัง,ต.ทองเอน อ.
อินทร์ บรุ ี จ.สิงห์ บรุ ี , ต.จันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์, อ.เมือง อ.บ้ านหมี อ.โคกสําโรง อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรีในปั จจุบนั
ชาวบ้ านทัพหลวงเรี ยกตนเองยืนยันว่าบรรพบุรุษมาจากเวียงจันทร์ เช่นกันกับชาวบ้ านทัพคล้ าย,ชาวบ้ านกุดจอก
,ชาวบ้ าน เนินขาม ก็เรี ยกตนเองได้ ว่า ลาวเวียง (สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยนาท:น.๑๒)และ ไทเวียง (แดน พุ่มจําปา
และวันทา เผือกผ่อง-วัฒนธรรมไทเวียงผ้ าทอเนินขาม)
พิจารณาคําว่า “เวียง”เป็ นคํากลางๆ หมายถึง “เมือง”,”มีความเจริญ” เช่นเดียวกับทีชาวไทโยนในเมืองใหญ่เช่นเชียงใหม่
เรี ยกตนเองว่า “คนเมือง” ดูการอภิปราย “เวียง”ที (ศรี ศกั ร วัลลิโภดม ๑๐๙-๑๑๓,) และ “เมือง”ที(โครงการวิจยั เขต
เศรษฐกิจวัฒนธรรมภาคเหนือตอนบน,๒๕๕๒:(๑๒)-(๑๓))
๑.ข้ อสันนิษฐานของสรั สวดี อ๋องสกุลชี (ว่า “กาวหมายถึงชนชาติหนึง ในเมืองน่าน ลาวกาว หมายถึง หลวงพระบางและ
เมืองน่านทั (งสอง (โยชิยกู ิ มาซูฮารา,๒๕๔๖: ๓๘ เชิงอรรถที ๑๘)
๒.ชือเรี ยกหน่วยการเมืองของลาวช่วงรัฐก่อนสมัยใหม่โดยมีหลวงพระบางเป็ นศูนย์กลางปลายคริ สต์ศตวรรษที๑ ๓
หลักฐานจากจดหมายเหตุจีน (เพิงอ้ าง: ๘-๙ )
ลาวครัง
ลาวเวียง
ลาวหลวงพระบาง
ลาวซีลาวคัง
ลาวขี (ไต้ ,ขี (ใต้
ลาวขี (ครัง
ลาวด่าน
ลาวเต่าเหลือง
ลาวโนนปอแดง
ชุมชนลาวกลุ่มต่างๆในนครปฐมทีใช้ กําหนดนิยามกลุ่มตนเอง (บังอร ปิ ยะพันธุ์,๒๕๔๖:๑๐๔-๑๐๕) ส่วน บัวริ น วงศ์ครี ี
ใช้ คาํ ว่า ลาวหลวงพระบางในความหมายสําเนียงภาษาของคนดั (งเดิมใน หล่มเก่า (บัวริน วงศ์ครี ี ,๒๕๔๘:๑๑๙-๑๓๗
ซีหรื อขี (ซีเป็ นคําภาษาลาวหมายถึง “ชัน”ขี (ผึ (งจากชันโรง(stingless bee) (สุวิทย์ ธีรศาศวัต,๒๕๔๓:๒๔๖) เป็ นการเรี ยก
ตามทรัพยากรฐานเศรษฐกิจทีคล้ ายคูก่ นั กับ “ครัง” การศึกษาภาคสนามได้ พบ ชุมชนทีเรียกตนเองเช่นนี ( ใน บ.ทุ่ง
ก้ านเหลือง ต.ป่ าสะแก อ.เดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ,ส่วนอาจารย์สมิง จงกะสิกิจ ตัวแทนชาวไท-ลาวคังใน
คณะทํางานพัฒนายุทธศาสตร์ การพัฒนาสังคมและสวัสดิการของกลุม่ ชาติพนั ธุ์และชนเผ่าพื (นเมืองในประเทศไทย
(๒๕๕๔) เรี ยกว่าลาวคัง และสันนิษฐานว่าต้ นทางมาจากเขตอําเภอภูเรื อ จังหวัดเลยในปั จจุบนั อันเป็ นพื (นทีอยู่ใน
อํานาจหลวงพระบางไซบุรีในสมัยโบราณ ทีสาํ คัญได้ ตั (งข้ อสังเกตุว่าชือชาติพนั ธุ์ลาวคัง ไม่เป็ นทีร้ ูจกั ในสาธารณรัฐ
ประชาชนประชาธิ ปไตยประชาชนลาวในปั จจุบนั (สมิง จงกะสิกิจ.มปป)
ชาวบ้ านกุดจอกเรี ยกชาวบ้ านเนินขาม เชิงหมินแคลน หมายถึง ได้ ทั (งทิศใต้ และไต้ (คบไฟ) ต่างแยกอัตตลักษณ์ ระหว่าง
กันด้ วยสําเนียงต่างกันภาษา สอดคล้ องกับการตรวจสอบของ วีละ อาโนลัก ขณะร่ วมสัมภาษณ์ในการทํางานภาคสนาม
ทีกดุ จอกและเนินขาม เห็นว่าแม้ ทั (งสองทีตั (งบางครัง( จะนิยามตนว่า”ลาวคัง” ทว่าสําเนียงการสนทนาก็แตกต่างกัน โดย
สําเนียงกุดจอกเป็ นสําเนียงลาวเหนือ-หลวงพระบาง แต่สาํ เนียงเนินขามเป็ นสําเนียงลาวใต้ -เวียงจันทน์
ชาวบ้ านเนินขามเรี ยกชาวบ้ านกุดจอก เชิงหมินแคลน หมายถึง ครัง แต่บรรพบุรุษของทั (งสองกลุม่ ต่างเรี ยกตนเองว่า
ลาวเวียง เช่นเดียวกัน(สัมภาษณ์ นิวฒ
ั นากร ศรี พรหมา)
ชาวลาวคังในอ.ด่านซ้ าย จ.เลย และ อ.ด่านช้ าง จ.สุพรรณบุรี (มยุรีและเอมอร,๒๕๔๘:๕)
ชาวลาวคังในอ.บรรพตพิสยั จ.นครสวรรค์(มยุรีและเอมอร,๒๕๔๘:๕)
ตารางที๑ แสดง คําเรี ยก “ไท-ลาวคัง”ทีพบในเอกสารและท้ องถินในประเทศไทย
เมือสืบค้ นความหมายมักพบข้ อขัดแย้ งทีปรากฏ เกียวกับสันนิษฐานแหล่งกําเนิดเช่นใน “สารานุกรมกลุม่ ชาติ
พันธุ์ลาวครัง” (มยุรีและเอมอร 2548 )ซึง ใช้ ข้อมูลจาก “ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์ ”(บังอร ปิ ยะพันธุ์ 2541) ทีป รับปรุ ง
จากวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตในปี ๒๕๒๙ เรื อง “ประวัติศาสตร์ ของชุมชนลาวในหัวเมื องชัน ในสมัยรัตนโกสิ นทร์
ตอนต้น” โดยประเด็นเกียวกับลาวครังในรัชกาลทีสองบังอรได้ เกริ นไว้ ในคํานําว่า
“.สมัยรัชกาลที๑ และรัชกาลที ๒มี ชาวลาวย้ายถิ นเข้ามาไม่มากนัก ประกอบกับมีเอกสารกล่าวไว้นอ้ ยมาก จึ ง
วิ จยั เฉพาะวัตถุประสงค์และสาเหตุของการย้ายถิ นเท่านัน ”
หลังจากนัน( บังอร ปิ ยะพันธ์ได้ เสนอนิยาม “ชนชาวลาว”ในบทที ๑ ว่าหมายถึงชน ๖ กลุม่ ได้ แก่ ๑.ประชาชนทีอยู่ในหัว
เมืองล้ านนา... เรี ยกโดยเฉพาะว่า “ลาวพุงดํา” ๒. ประชาชนทีอยู่ในภาคอีสาน... ๓.ประชาชนทีอยู่ในบริ เวณ
อาณาจักรหลวงพระบาง... ๔.ชาวลาวทีมาจากเมืองพวน... ๕. ลาวทรงดําหรื อลาวโซ่ง มีถินฐานดังเดิ
( มอยู่ในแคว้ นสิบ
สองจุไท.... และ ๖. “ลาวภูครัง ถิ นฐานเดิ มอยู่เมื องภูครัง ปรากฏในหลักฐานเพียงว่าตัง อยู่ฝังซ้ายแม่นําโขง กองทัพ
ไทยเคยยกไปตัง มัน ชัว คราวเมือสงครามกับเวียดนามในรัชกาลที๓ ” (เชิงอรรถ ๗อ้ างถึง-จมห.ร.๓,สมุดไทยดํา (๑๘),
ร่างตราเจ้ าพระยาจักรี ตอบเมืองสุพรรณ จ.ศ. ๑๒๐๒ พ.ศ.๒๓๘๓)
“เมื อกวาดต้อนชาวลาวเมืองภูครังเข้ามาได้แล้วได้สง่ ไปอยู่เมืองสุพรรณบุรีและเมื องนครชัยศรี ในเอกสาร
สมัยนัน เรี ยกว่า ลาวภูครัง และ ลาวครัง” (เชิงอรรถ๘- จมห.ร๒. สมุดไทยดํา(๑๔),บัญชีเบิกจ่ายพระราชทรัพย์และ
พระราชทานประจําเดือนในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย จ.ศ.๑๑๗๗ ,(๑๐) ร่างศุภอักษรถึงเมือง
เวียงจันทน์ จ.ศ. ๑๑๗๙) (โปรดดูภาคผนวกประกอบใน บังอร,๒๕๔๑: ๔)
นอกจากส่วนนี (ยังปรากฏอยูใ่ นบทที๒ ในหัวข้ อ ๒.๒.๒ การย้ ายถินของชนชาวลาวเมืองภูครังในสมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย ใจความเหมือนกันว่า
“...เมื องภูครัง เป็ นหัวเมื องลาวอยู่ฝังซ้ายแม่นําโขง กองทัพไทยเคยยกไปตัง มัน ชัว คราวเมื อครังทําสงครามกับ
เขมรและเวียดนาม” (เชิงอรรถ๑๙ จมห.ร.๓สมุดไทยดํา (๑๘), ร่างตราเจ้ าพระยาจักรี ตอบเมืองสุพรรณ จ.ศ. ๑๒๒๒
พ.ศ.๒๔๐๓)(เพิงอ้ าง: ๔๙) สอบทานแล้ วพบว่า จ.ศ. นี (คลาดเคลือนกับเอกสารเดียวชือเดียวกันข้ างต้ นและทีถกู ต้ อง
คือ จ.ศ ๑๒๐๒
การศึกษานี (มีวตั ถุประสงค์เพือ ทบทวนหักล้ าง ข้ อความ“ลาวภูครัง ถิ นฐานเดิ มอยู่เมื องภูครัง ปรากฏใน
หลักฐานเพียงว่าตัง อยู่ฝังซ้ายแม่นําโขง กองทัพไทยเคยยกไปตัง มัน ชัว คราวเมื อสงครามกับเวียดนามในรัชกาลที๓ ”
และ“...เมืองภูครัง เป็ นหัวเมื องลาวอยู่ฝังซ้ายแม่นําโขง กองทัพไทยเคยยกไปตัง มัน ชัว คราวเมื อครังทําสงครามกับ
เขมรและเวียดนาม” โดยใช้ เอกสารอ้ างอิงชุดเดียวกันเหล่านี (เป็ นจุดหมายในการสืบค้ นอีกครัง(
ข้ อความสองตอนในหนังสือนี (แจ่มชัดเจนมัน คงมากเสียจนเอกสารชันต่
( อมาเช่น สารานุกรมลาวครังของ
สถาบันวิจยั ภาษาและวัฒนธรรมแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล เมือได้ นํางานชิ (นนี (มากล่าวไว้ กไ็ ม่อาจละเลยข้ อความ
ดังกล่าวได้ ทังๆที
( ขดั แย้ งกับการค้ นคว้ าส่วนอืนๆในสารานุกรมเล่มเดียวกันเองเช่นทีกล่าวถึงลาวภูครังทีอพยพหลบไป
อยู่ เวียงจันทน์วา่ “..ครัวลาวภูครังแขวงเมืองพิษณุโลก” และ ความขัดแย้ งในสาระสําคัญของแผนทีชาติพนั ธุ์ “ไทยเลย
,ลาวครัง,ลาวหล่ม”ทีเสนอไว้ ด้วย (สารานุกรมลาวครัง,2548:6-7)
เมือเกิดความคลุมเครื อเพราะสาระสําคัญมาย้ อนแย้ งกันเองตามระเบียบการวิจยั เชิงประวัติศาสตร์ แล้ ว (การ
บ่งชี (วันเวลาดั (งเดิมIdentification of origin date –หลักฐานของสถานที Evidence of localization -การยอมรับและรับรองผู้แต่ง Recognition of
authorship -การวิเคราะห์ข้อมูล Analysis of data -การบ่งชี (ถึงความซือสัตย์สจุ ริ ต Identification of integrity -แหล่งอ้ างอิงทีเชือถือได้
Attribution of credibility)
ผู้เขียนจึงเห็นว่ามีความจําเป็ นทางวิชาการทีจ ะต้ องตรวจสอบสืบค้ นย้ อนอีกครัง( โดยจะเสนอ
รายละเอียดการสืบค้ นเชิงประวัติศาสตร์ นี (ในส่วนต่อไปของบทความ
๒.
สืบค้ น “ไท-ลาวคัง”จากสําเนาจดหมายเหตุ
การวินิจฉัยเอกสารจดหมายเหตุตอ่ ไปนี (จะนําสําเนาจดหมายเหตุทงสามฉบั
ั(
บมาทบทวนโดยละเอียดตามลําดับได้ แก่
๑. สําเนาจดหมายเหตุรัชกาลที๓ ,สมุดไทยดํา ,เลขที( ๑๘),ร่างตราเจ้ าพระยาจักรี ตอบเมืองสุพรรณ จ.ศ.
๑๒๐๒ พ.ศ.๒๓๘๓ หอสมุดแห่งชาติคดั สําเนาสอบทานสําเร็จเมือวันที ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๘
๒. สําเนาจดหมายเหตุสมุดไทยดํา(๑๔),บัญชีเบิกจ่ายพระราชทรัพย์และพระราชทานประจําเดือนในแผ่นดิน
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย จ.ศ.๑๑๗๗, พ.ศ. ๒๓๕๘ หอสมุดแห่งชาติคดั สําเนาสอบทานสําเร็จเมือ ๒๙
ธันวาคม ๒๕๒๖
๓. สําเนาจดหมายเหตุรัชกาลที๒ เลขที( ๑๐) ร่างสุภอักษรถึงเมืองเวียงจันทร์ เรื องสืบราชการเมืองพุทไธเพชร
จ.ศ. ๑๑๗๙ ,พ.ศ.๒๓๖๐ จดหมายเหตุนี (มีสอนภาคส่วนแต่ละส่วนมีเนื (อความแตกต่างกันทังคั
( ดสําเนาก็ไม่พร้ อมกัน
๓.๑ ส่วนแรก ๐รางศุภอักษรร เมื องเวียงจัน ด้วยราชการเมื องพุทไทเขญ แลไห เจาราชบุต/หลวง
ทรงพํล คุมเงิ นขึนไปจัตซื อเข้า เดือน ๑ ปี ชลู นํพศ่ก ๐ หอสมุดแห่งชาติคดั ทวนสําเนา เมือ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.
๒๕๓๒ เนื (อหาโดยสรุ ปเป็ นสถานการณ์ข้าวยากหมากแพงทุพภิกขภัยในเมืองป่ าศัก,เมืองโขง ,เมืองแสนปาง,และ
เมืองเชียงแตง (รอยต่อสามประเทศลาว-กัมพูชา-เวียดนามในปั จจุบนั ) อันสืบเนือ งจาก ใบบอกเมืองปั ตบอง สืบข่าว
ราชการเมืองพุทไทเพชญ พบว่า เมืองไซ่งอ่ นเปลีย นเจ้ าเมืองพนมเปญ ทําให้ รัชกาลที๒ ไม่ไว้ ใจ จึงตัดสินใจจัดหา
เสบียงไปช่วย โดยสัง ซื (อเสบียงจากเวียงจันทน์ และ ต่อมาเวียงจันทน์กถ็ วายเงินส่วนนี (คืนพระคลังหลวง
๓.๒ ส่วนทีสองเกียวกับ ครัวลาวภูครังแขวงพิษณุโลกพากันหลบหนีไปเวียงจันทน์ หอสมุดแห่งชาติ
พิมพ์ดีดคัดสําเนาและตรวจทางเมือ วันที ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๓
จะกล่าวถึงการวินิจฉัยอย่างละเอียดของสําเนาจดหมายเหตุทเี สนอนี (ตามลําดับต่อไปนี (
๒.๑
จดหมายเหตุรัชกาลที๓ ,สมุดไทยดํา ,เลขที( ๑๘),ร่างตราเจ้ าพระยาจักรีตอบเจ้ าเมืองสุพรรณ จ.ศ. ๑๒๐๒ พ.ศ.๒๓๘๓
ทีได้ ถกู อ้ างอิงถึงเพือสนับสนุนข้ อความต่อไปนี (
“ลาวภูครัง ถิ นฐานเดิ มอยู่เมื องภูครัง ปรากฏในหลักฐานเพียงว่าตัง อยู่ฝังซ้ายแม่นําโขง กองทัพไทยเคยยกไป
ตัง มัน ชัว คราวเมือ สงครามกับเวียดนามในรัชกาลที๓ ”
จดหมายเหตุรัชกาลทีสามฉบับนี ( หอสมุดแห่งชาติได้ คดั -ถ่ายทอดจากต้ นฉบับทีเป็ นอักษรไทยโบราณ โดย เกษี ยร มะ
ปะโม แล้ วเสร็จเมือวันที ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๘ เนื (อความมีสองส่วนหลัก ส่วนแรก เป็ นร่างสารเจ้ าพระยาจักรี
มาถึงพระยาสุพรรณและพระปลัดกรมการเมือง เนื (อความเป็ นเรื องการสนับสนุนการซ่อมสร้ างพระประธานอุโบสถวัด
ป่ าเลย์ไลย์เมืองสุพรรณบุรีโดยไม่มีสว่ นเกียวข้ องกับ “ลาวภูครัง”เลย ส่วนทีส อง เป็ นร่างสารพระราชเสนา/หลวงศรี
เสนาถึงสมุหนายก เกียวกับราชการ เสบียงในกองทัพไทยทีก ําลังทําราชการทีอดุ รมีไชย มีคาํ “กองทัพเมืองครัง”อยูใ่ น
ร่างด้ วยจึงแน่ใจได้ วา่ ทีบงั อร กล่าวถึงคือเอกสารส่วนนี ( เพือให้ กระจ่างชัดจะคัดตามภาษาเดิมและถอดความจดหมาย
เหตุในส่วนทีสองนี (ทังหมดดั
(
งนี (
๐ ร่ างสารตรานีท ่านพระราชเสนาทําๆแล้วได้กราบเรี ยน พณฯ สมุหนายกแล้ว สมุหนายกสัง ว่าให้มีไปตาม
ร่ างนีเ ถิ ด๐
...ไปคิดราชการอยู่ทีเ มื องอุดงมีชยั พระยาปลัดว่าได้เอาข้าวหลวง(จ่าย)ทัง ให้กองทัพและคนทัง หลายกับ
ครอบครัว รับพระราชทานก็ได้ข้าวไปไม่ครบจํ านวน ได้เอาข้าวเมื องรสิอ(ระสือ ขึ (นเมืองพระตะบอง)เพิมเติม
บ้าง แล้วได้แจ้งความกับเจ้าพระยาบดิ นทร์ เดชาฯ ๐ สัง ว่า ถึงกรมการจะรับประทานบ้างก็ได้นนั พระยาปลัด
อ้างว่าได้ข้าวหลวงจ่ายกองทัพเมื องครังเจ้าพระยาบดิ นทร์ เดชาฯออกไปคิ ดราชการก็เนิ นนานหลายปี จะ(ให้ )
เอาข้าวหลวงจ่ายหรื อไม่จ่ายก็ไม่แจ้ง แต่บญ
ั ชี-หางว่าว(ของ)เจ้าพนักงานรักษาฉางข้าวเมื องพระตะบอง ก็ว่า
พระยาปลัดยืมข้าวหลวงไปรับพระราชทานก็หายื มแต่พระยาปลัดคนเดียวไม่กรมการขุนหมื นราษฎรก็ยืม
หลายคน เจ้าพนักงานก็ไม่ได้ตงั บัญชี จํานวนข้าวว่า พระยาปลัดกรมการเบิกข้าวไปจ่ายให้กองทัพ พระยา
ปลัด/พระยกระบัตรจะอ้างเอาจํ านวนข้าวทีไ ด้จ่ายให้กองทัพเก่าๆมากลบเกลือ นข้าวรายยืม(ข้าวทีย ื มไป)นัน ก็
เห็นจะไม่ควร พระยาปลัด/พระยกระบัตรบอกข้าวไปก็แต่สองคน พระยาอนุชิตชาญไชยข้าหลวงกรมการก็ไม่
ไปบอกเขาด้วย ให้พระยาปลัด/พระยกระบัตร กรมการราษฎรเร่ งรัดหาข้าวรายยื ม(ข้ าวทียืมไป)มาตวงขึนฉาง
ไว้ให้ครบจํานวน มีราชการคุกคามขึนมาประการใดจะได้เอาข้าวออกจ่ายกองทัพโดยสะดวก สารตรามา ณ
วันพฤหัสบดี แรมสิบคําเดือนสิ บสอง ปี วอกโทศก๐
(เน้ นความโดยขีดเส้ นใต้ และ ขยายความในวงเล็บโ ดยผู้เขียน )
๐ร่างตรานี พระราชเสนา/หลวงศรี เสนา ทําแล้วเอาไปถวายพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงษาธิ ราชสนิทแล้ว
โปรดเกล้าฯสัง ว่าให้มีไปตามร่ างนีเ ถิ ด แล้วได้เอาไปกราบเรี ยน พณฯ สมุหนายกทีจ วน แล้ว ๐9
แม้ วา่ เมืองพระตะบองและอุดงมีไชยจะเกียวข้ องกับสงครามสยามกับเวียดนามได้ แต่ไม่สามารถจินตนาการ
ได้ เลยทีความว่า “ลาวภูครัง ถินฐานเดิ มอยู่เมื องภูครัง ปรากฏในหลักฐานเพียงว่าตัง อยู่ฝังซ้ายแม่นําโขง กองทัพไทย
เคยยกไปตัง มัน ชัว คราวเมื อสงครามกับเวียดนามในรัชกาลที๓ ” และ “...เมื องภูครัง เป็ นหัวเมืองลาวอยู่ฝังซ้ายแม่นํา
สําเนาจากต้ นฉบับเดิมเป็ นเช่นนี (~๐ รางตรานิ ทานพรราชเสนาทําๆแล้วไดกราบเรี ยน พัณฯสมุหนายกแล้วๆสังวาใหมีไปตามรางนิเทิษ๐~
(ตอนต้ นขาด) (หน้ า๒ ของต้ นฉบับ) ไปคีดราชการอยูทีเมืองอุดํงมิไชย พญาปลัตว่าไดเอาเข้าหลวงทังใหกองทัพและคํนทือหลายกับ
ครอบครัวรับพรราชทารก็ได้เข้าไปไมครํ บจํ านวร ใดเอ้าเข้าเมืองรสิอเภิ มเติมบาง แล้วใดแจงความกับเจ้าพญาบดิ นเดชาฯ ๆ สัง ว่า เถึงกรม
การจรับประทารบางก็ได้นนั พญาปลัตอางว่าใดเขาหลวงจายกองทัพเมืองครัง
เจาพญาบดิเดชาฯ ออกไปคีษ ราชการก็เนิ นนารหลายปี จเอาเข้าหลวงจายฤาใมใดจายก็ใมแจ้ง แตหางว้าวเจ้าพนักงารซื งรักษาฉางเข้าเมือง
พรตบอง ก็ว่าพญาปลัตญืมเข้าหลวงไปรับพรราชทาร ก็หาญืมแตพญาปลัตคํนเดียวใม กรํ มการขุนหมึรราษฎรก็ยืมหลายค่น เจ้าพนักงารก็ใม
ได้ตงั บาญชิ ยจํ านวรเข้าว่า พญาปลัตกรมการเปิ กเข้าไปจายให กองทัพ พญาปลัต/พรยํกรบัต จะอางเอาจํ านวรเข้าทีอจายไหกองทัพเก้าๆ มา
กลํบเกลอี นเขารายยืมนันก็เหนจไมควร พญาปลัต/พรยกรบัต บอกเข้าไปก็แต ๒ คํน พญาอ่ณชุ ีตชานไชยข้าหลวงกรมการก็ไมมิ ไปบอกเขาไป
ด้วย ให พญาปลัต/พรยํกรบัต กรํ มการราษฎรเรงรัดหาเข้ารายยืมมาตวงขืนฉางไว้ยใหครํ บจํ านวรมีราชการคุกคําคืนมาประการไดจ่ได้เอาเข้า
จายกองทัพโดยสดวกสารตรามาณ วัน ๕ฯ๑๐๑๒ คําปี วอกโท๑๐ศก ๐~
~๐รางตรานี พรราชเสนา/หลวงศรี เสนา ทํ า ๆ แล้วได้เอ้าไปถวายพรเจ้าน้องยาเธ่อกรํ มหลวงวํงษาธิ ราชสนิจแลวโปรฤเกล้าฯสังวา
ไหมีไปตามรางนีเทิษ แล่วไดเอาไปกราบเรี ยน พณฯ สมุหะนายํกทิจวรแลว ๐~
9
โขง กองทัพไทยเคยยกไปตัง มัน ชัว คราวเมื อครังทําสงครามกับเขมรและเวียดนาม” จะถูกอ้ างว่านํามาจากจดหมาย
เหตุฉบับนี (ได้ อย่างไร
๒.๒
สําเนาจดหมายเหตุรัชกาลทีส อง คัดจากสมุดไทยดํา เลขที( ๑๔),บัญชีเบิกจ่ายพระราชทรัพย์และ
พระราชทานประจําเดือนในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย จ.ศ.๑๑๗๗ เอกสารชิ (นนี (มีความยาวมากเป็ น
บัญชีหางว่างตังแต่
( ต้นรัชกาลจนปลายรัชกาลทีสอง ได้ พบว่ามี “นายลาวครัวเมืองพุกรัง” ในบัญชีวนั ๑.๖๘๘คําปี ฉลูนพ
ศก
“วัน ๑. ๖ ๘๘ คําปี ฉลูนพศก พระไชยยศ รับสัง เอาไปพระราชทานฑูตไปเมื องญวน วังหลวง หลวงขุนหมื น ๘ คน ๓
ชัง ๑๑ตําลึง ฝรัง ๒ คน ๘ ตําลึง รวม๑๐คน ๓ ชัง ๑๙ ตําลึง วังหน้า ขุนหมืน ๕ คน ๒ ชัง ๑๕ ตําลึง ฝรัง ๒ คน ๘
ตําลึง, นายท้าย,นายใบ ,๓ คน ๙ ตําลึง รวม ๑๐ คน ๓ ชัง ๑๒ ตําลึง ๒๐ คน ๗ ชัง ๑๑ ตําลึง นายลาวครัวเมืองพุ
กรังอยู่สามปทวร แขวงเมืองณครไชศรี ๑๐ คน ๒ ชัง ๑๓ ตําลึง รวม ๑๐ ชัง ๔ ตําลึง ๘ รายการเงิ น ๗๙ ชัง ๕
ตําลึง”
และ “เรื อนลาวเมืองภุกราง”ในบัญชี รายวัน ๔.๑๙คําปี ฉลูนพศก
“วัน ๔.๑ ๙ คําปี ฉลูนพศก พระราชทานอากรเบิ กจัดตับจากมุงเรื อนลาวเมื องภุกราง ยกออกไปช่วยทํา ณ เมื องนคร
ไชยศรี ๓๐๒๒๕ ตับ เป็ นเงิ น ๑๒ ตําลึง ๒ บาท ๑ สลึง ๑ เฟื อง”
“ลาวครัวเมืองพุกรังและลาวเมืองภุกราง” จึงปรากฏอยู่ตามเอกสารจริ ง
อนึง ยังพบอีกด้ วยว่า มีการกล่าวถึง “ลาวเมืองภู/ลาวเมืองภู ครัง( /ลาวเมืองภูครัง” ในช่วงปลายรัชกาลในวัน
ศุกร์ แรมห้ าคําเดือนห้ าปี ขาลสัมฤทธิศก ในจดหมายเหตุฉบับเดียวกันความว่า
“วัน ๖ ฯ๕๕คําปี ขานสัมฤทธิ ศก พระราชากรเบิกให้ค่าไม้,ค่าจาก ปลูกเรื อ(น)พระราชทานลาวเมืองภู
ครังเจ้าเวียงจันทน์สง่ ลงมาไปอยู่เมืองนครไชยศรี เป็ นเงิ น ๑ ชัง ๑๐รายการเงิ น ๖๕ ชัง ”10
สันนิษฐานว่าอาลักษณ์รัชกาลทีสองละ “ไม้ โท” ไม่เขียน หากใส่ไม้ โทกลับไปทีครัง( และเจ้ า ก็จะได้ ความตามทีห อสมุด
แห่งชาติชําระข้ างต้ น แต่ถ้าจะสันนิษฐานความว่าเป็ น “ปลูกเรื อนพระราชทานลาวเมืองภูครังเจ้ าเวียงจันส่งลงมาไป
อยูเ่ มืองนครชัยศรี”ก็เป็ นได้ อยู่ แต่เมือพิจารณาในแง่ทวี ่าภาษาเขียนของหมายนันเป็
( นภาษาทีใช้ สาํ หรับอ่านรายงาน
ให้ เจ้ านายเพือรับฟั งและมีวินจิ ฉัย เราจึงต้ องอ่านในใจดังๆรับฟั งความตามต้ นฉบับทีไ ม่เว้ นวรรค(ลาวเมืองภุครังเจา
10
ดูต้นฉบับสมุดไท- ปลูกเรื อนพราชทาร ลาวเมืองภุครังเจาเวยีงจันส่งล่งมาไปอยูเมืองณคอรไชศริ เปนเงิ น
เวียงจันส่งมาไปอยู่เมืองณคอรไชศรี)แย้ งในรู ปประโยค ณทีนี (ผู้เขียนจึงยอมรับสันนิษฐาน “ทีมีวรรค” จากการคัด
สําเนาของสํานักหอสมุดแห่งชาติข้างต้ น
๒.๓
จดหมายเหตุรัชกาลทีสอง เลขที( ๑๐) ,ร่างสุภอักษรถึงเมืองเวียงจันทร์ เรื องสืบราชการเมืองพุทไธเพชร, จ.ศ. ๑๑๗๙ ,
พ.ศ.๒๓๖๐ มีเนื (อหาสองส่วน
ส่วนแรกเนื (อหาโดยสรุ ปเป็ นสถานการณ์ข้าวยากหมากแพงทุพภิกขภัยในเมือง
ป่ าศัก,เมืองโขง ,เมืองแสนปาง,และเมืองเชียงแตง (บริเวณรอยต่อสีประเทศไทย-ลาว-กัมพูชา-เวียดนามในปั จจุบนั )
หอสมุดแห่งชาติคดั ทวนสําเนา เมือ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๒
ส่วนทีสองเกียวกับ ครัวลาวภูครังแขวงพิษณุโลกพากันหลบหนีไปเวียงจันทน์ หอสมุดแห่งชาติพิมพ์ดดี คัดh
สําเนาและตรวจทางเมือ วันที ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๓ อันเป็ นส่วนกล่าวได้ วา่ อันเป็ นจุดเริ มต้ นของเหตุการณ์ “ลาว
เมื องภู ครังเจ้าเวียงจันทน์สง่ ลงมา” เนื (อความต่อไปนี (คัดจากสําเนาในส่วนทีสอง
หนังสือเจ้าพระยาจักรี ฯถึงพระยาจันทปรสเทศ เมืองชนบทบุรี พระลคอร เจ้าเมืองขอนแก่น พระไกรสิหนาท
เจ้าเมื องภูเขี ยว ด้วยทรงพระกรุณา ตรัสเหนือเกล้าฯ สัง ว่า ครัวลาวเมืองภูครังแขวงเมืองพิษณุโลก พากัน
หลบหนีขึนไปเมื องเวียงจันทน์ ให้เจ้าเวียงจันทน์จดั แจงส่งลงมา ณ กรุงเทพฯ แลเจ้าเวียงจันทน์ได้แต่งให้เจ้า
อุปราชคุมครัวลวมาส่งครังหนึงแล้ว แต่ครัวป่ วยเจ็บยังค้างอยู่ ณ เวียงจันทน์ อีก ๖๔๓ คน ครันจะให้แต่ง
เมื องเวียงจันทน์คมุ ครัวลงไปส่งเล่า เมืองเวียงจันทน์ต้องเกณฑ์ คนลงไปทําการพระบรมศพ(รัชกาลที๑ ผู้เขียน) ราชการเมืองเวียงจันทน์ก็มาก ให้พระยาจันทประเทศ พระลคอร พระไกรสิปหนาท แต่งท้าวเพีย คุม
คนแลช้างขึนไปรับครัวภูครัง ณ เมื องเวียงจันทน์ เมื องละ ๑๖๐ คน ได้มีสภุ อักษรขึนไปถึงเมืองเวียงจันทน์
แจ้งอยู่แล้ว ให้พระยาจันทประเทศ พระลคอร พระไกรสิปหนาท เร่งแต่งท้าวเพีย คุมคนแลช้างขึนไปรับครัว
เมื องเวียงจันท์ คุมลงไปส่งให้ถึงกรุงเทพฯอย่าให้ครัวเป็ นเหตุการณ์ หลบหนีไปได้ หนังสือมา ณ วัน ๑ฯ๖ ๑
คํา จุลศักราช ๑๑๗๙ ปี ฉลูนพศกฯ
วัน ฯ๙๑คํา ได้สง่ สุภอักษรแลตรา ๓ ฉบับนีใ ห้เจ้าราชบุตร หลวงทรงพลรับไปแล้ว จํ านวนครัวนี เจ้าอุปราช
เจ้าราชบุตร ให้จํานวนกับท่านปราบ เถิ ด ฯ
“ครัวลาวภูครังแข้วงเมืองพิษณุโลกภากันหลํบหนึขีนไปเมื องเวยี งจัน” และ “ครัวภูครัง ณ เมื องเวียงจันทน์” จึงเป็ นสิง
ทีอาลักษณ์พนักงานผู้เขียน “ลาวเมืองภู ครังเจ้าเวียงจันทน์ส่งลงมา” ทราบดีทงส่
ั ( วนตัวเองและส่วนเจ้ านายทีตนจะทูล
ถวายขอคําวินจิ ฉัย ณ ปี จศ.๑๑๗๙ ฉลู นพศกฯ
๓.
ประวัติศาสตร์ สันนิษฐานตามทีได้ สืบค้ นในส่ วนนี ส7 รุ ปเรี ยงตามลําดับเหตุการณ์
เหตุการณ์สนั นิษฐานต่อไปนี (ใน ข้ อ๑.-ข้ อ๓.เกิดจากความทําความเข้ าใจ “สาร” ใน จม.เหตุ ร.๒ จศ.๑๑๗๙ ทีพดู ถึง
เหตุการณ์ทีสมั พัทธ์กบั งานพระบรมศพทีเ รารู้ วา่ เกิดก่อนหน้ า จศ.๑๑๗๙,พ.ศ.๒๓๖๐ แปดปี ส่วนข้ อ ๔.เกิดจากการ
อ่านสารในบัญชีเบิกจ่ายพระราชทรัพย์และพระราชทานประจําเดือนในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย จ.ศ.
๑๑๗๗ ส่วนข้ อ ๕. สันนิษฐานจากความในจดหมายเหตุรัชกาลที๓ , ร่างตราเจ้ าพระยาจักรีตอบเจ้ าเมืองสุพรรณ จ.ศ.
๑๒๐๒ ดังทีไ ด้ กล่าวไปในหัวข้ อทีแล้ ว
๑. ลาวครัวเมืองภูครังแขวงเมืองพิษณุโลกอพยพไปเวียงจันทน์ จํานวนระหว่างหนึง ประมาณหนึง ถึงสองพัน
คนจํานวน(ประมาณจาก๖๔๓คนทีคงเหลือ) ครัวเรื อนนี (ได้ พากันอพยพยกเมืองจากแขวงเมืองพิษณุโลกไปเมือง
เวียงจันทน์ อาจเป็ นช่วงเวลาใดเวลาหนึง ในรัชกาลทีหนึง ผู้เขียนสันนิษฐานเวลาเช่นนี ( เนืองจากความในจดหมาย
เหตุร.๒. จศ.๑๑๗๙,พ.ศ.๒๓๖๐-ปี ท๘ี ในรัชกาลทีส อง ได้ กล่าวว่าเมืองเวียงจันทน์จดั ส่งครัวกลับสยามสองครัง( โดย
ในความพยายามทีจ ะจัดส่งครัวในครังทีสองได้ เกิดติดขัดยังไม่จดั ส่งครัวเรื อนทียงั เหลืออยู๖่ ๔๓คนได้ เนือ งมาจากติด
ราชการงานพระบรมศพ(ร.๑) จึงเห็นว่าความในจดหมายเหตุนี (เป็ นการเท้ าความถึงเหตุการณ์ในอดีตก่อนจะมีคําสัง ใน
เวลาทีร ะบุท้ายจดหมาย ตามความเข้ าใจ เช่นนี ( การอพยพจากแขวงพิษณุโลกไปยังเวียงจันทน์จึงต้ องเป็ นเวลาก่อน
หน้ างานพระบรมศพขึ (นไปอีก เราไม่ทราบสาเหตุแต่ถือได้ วา่ จํานวนคนประมาณนี (เป็ นการยกเมือง-ยกครัวหนีเช่นนี (
ต้ องเป็ นประเด็นสําคัญทางการเมืองการปกครองของราชอาณาจักรอย่างแน่นอน
๒. การส่งครัวกลับครัง( แรก เนืองจากการเป็ นประเด็นสําคัญทางการเมือง เมืองเวียงจันทน์จึงควรจะต้ องส่ง
ครัวลาวเมืองภูครังทีอพยพจากแขวงเมืองพิษณุโลกเหล่านันส่
( วนหนึง ไม่ทราบจํานวน จากเวียงจันทน์มากลับคืนให้
สยามอย่างเร็วทีสดุ เท่าทีจ ะทําได้ การส่งครัวกลับครัง( แรกไม่ทราบวันเวลาแน่ชดั สันนิษฐานแต่อาจในเวลาทีใกล้ เคียง
หรื อก่อนหน้ า งานพระบรมศพไม่นาน
๓. การส่งครัวกลับครัง( ทีสอง ตามรับสัง ร.๒ จศ.๑๑๗๙ ให้ เมืองชนบท เมืองขอนแก่น เมืองภูเขียว ลําเลียง
ลาวครัวเมืองภูครังทีเหลือ ๖๔๓ คนลงมากรุ งเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๓๖๐ (จ.ศ. ๑๑๗๙)ปี ฉลู นพศก และถูกสัง ให้ ไปตัง(
หลักแหล่งที ต.สําประทวน แขวงนครไชยศรี ในปี เดียวกันอันเป็ นปี ที๘ ในรัชกาลทีสอง โดยทรงพระราชทานวัสดุปลูก
เรื อนให้ ชนพลัดถินกลุ่มนี ( อนึง ชนกลุม่ เดียวกันในเวลาต่อมานี (ถูกระบุนามหรื อระบุนามตนเองเป็ น “ลาวเวียง” ใน
งานวิจยั ของเสาวภาและคณะ(:59)
สําหรับตําแหน่งทีตงั ( แขวงนครชัยศรี นี ( สันนิษฐานว่ามาจากสาเหตุสองประการ ประการแรก เนืองจากพี (นทีนี (
เป็ นพื (นทีบ กุ เบิกใหม่ ในการปลูกอ้ อย หีบอ้ อยและเคีย วผลิตสินค้ าออกทีสําคัญ คือ นํ (าตาล การผลิตนี (ทีต้องการ
แรงงานจํานวนมาก,ในการหีบนํ (าอ้ อยและเคียวนํ (าตาลซึง เทคโนโลยีสมัยนันยั
( งใช้ แรงงานทังคนและแรงงานสั
(
ตว์เป็ น
ปั จจัยการผลิต ประการต่อมา ตําแหน่งนี (ยังอยู่ในทิศทางตรงข้ ามกับแหล่งทีอยูเ่ ดิม หากเลกครัวจะหนีกลับจะต้ อง
ผ่านศูนย์กลางคือกรุ งเทพฯ จึงมีโอกาสทีจ ะรู้ ตรวจสอบได้ (อ่านเพิมเติมเพือเอาสัมพัทธบทได้ จาก สุวิทย์ ธีรศาสวัต
,2548 ; เสาวภา พรสิริพงษ์ และคณะ,2548; พีรศักดิ€ ชัยได้ สขุ ,2551)
ในช่วงเวลาใกล้ เคียงกันนัน( ได้ เกิดภาวะทุพภิกขภัยในหัวเมืองลาวใต้ ตอ่ กับเขมรและเวียดนามจนต้ องจัดหา
ซื (อเสบียงจากเวียงจันทน์มาจ่ายให้ ประชาชนเพือบรรเทาความอดหยาก โดยราชสํานักเวียงจันทน์ได้ ถวายราชทรัพย์นี (
คืนให้ ในภายหลัง
๔. ปิ ดบัญชีสรุ ป ยอดเงินพระราชทาน ไม้ และตับจากปลูกบ้ านเรื อนให้ ครัวลาวภูครังเหล่านัน( ในปี ขาลปี ถดั
มาคือพ.ศ. ๒๓๖๑ (จ.ศ. ๑๑๘๐) สอดคล้ องกับ จดหมายเหตุรัชกาลทีสาม พ.ศ.๒๓๗๓ จศ.๑๑๙๒ “เรื องบัญชีเรื อง
จํานวนครัวซึง มาแต่เมืองหลวงพระบาง” ก็ยงั พบว่าบัญชีครัวลาวภูครังส่วนใหญ่แสดงอยูใ่ นส่วน “ณคอรไชศรี ”
๕ . เสบียงหายในพระตะบองโดยผู้ดแู ลอ้ างว่าจ่ายให้ กองลาวครัง เหตุการณ์นี (เกิดในรัชกาลทีสาม พ.ศ.
๒๓๘๓(จ.ศ. ๑๒๐๒ ) ระหว่างสงครามสยาม-เวียดนามในกัมพูชา ได้ มีการระดมจัดหาเสบียงอาหารสําหรับกองทัพ
ไทยในสงครามนี ( โดยส่วนทีระดมจากยุ้งฉางประจําเมืองพระตะบอง ได้ มีการ “เช็คสต็อกข้ าว”แล้ วพบว่าได้ มเี สบียง
หายไปจากบัญชีจํานวนหนึง ผู้รับผิดชอบได้ อ้างว่าข้ าวทีหายไปเนืองจากว่าได้ จ่ายให้ “กองทัพเก่าๆ/กองทัพเมืองครัง”
(-ตังแต่
( พ.ศ. ๒๓๖๑)โดยมีการอ้ างถึงเหตุการณ์ตามจดหมายเหตุรัชกาลที๒ ในปี ฉลู พ.ศ ๒๓๖๐
แต่ไม่พบการระบุเจาะจงถึงการระบุตาํ แหน่งว่ามีเมืองครังทีว่าอยู่ฝังซ้ ายแม่นํ (าโขงตามทีถ กู อ้ างในหนังสือลาว
ในกรุ งรัตนโกสินทร์ แต่อย่างใด
๔.
ภูมิ-ประวัติ ของ ครังส่ วย ภาษาและ เวียง/เมือง ภูครัง
โยชิยกู ิ มาซูฮารา ได้ เสนอว่าช่วงอยุธยาตอนปลาย ทอง,ครัง และ กํายาน จาก อาณาจักรล้ านช้ างส่วนใหญ่
ส่งออกไปยังตลาดอินเดียและยุโรปโดยผ่านอาณาจักรอยุธยาในปริ มาณมาก (โยชิยกู ิ มาซูฮารา 2546: 155-156)
“เครื อข่ายทางเศรษฐกิ จของอาณาจักรล้านช้างในคริ สต์ศตวรรษที๑ ๖ทีเ ชื อมสัมพันธ์ กบั ภูมิภาคลุ่มนําป่ าสัก
และเจ้าพระยาตอนล่าง เมืองปากลาย เมืองด่านซ้าย เมืองหนองหานน้อย ติ ดต่อกับอาณาจักรอยุธยาผ่าน
พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และ โคราช”(เพิงอ้ าง: 90) “ก่อนหน้านัน ในคริ สต์ศตวรรษที ๑๔ มี หลักฐานถึง
ความสัมพันธ์ ใกล้ชิดระหว่าง ราชตระกูลหลวงพระบาง ราชตระกูลน่าน และ ราชวงศ์สโุ ขทัยและคงส่งผลดี
ต่อการคมนาคมสายหลวงพระบางน่านสุโขทัย” (เพิงอ้ าง: 27)
พิจารณาแหล่งทีต งั ( จากรายการบัญชีจดหมายเหตุรัชกาลทีสาม พบทีระหว่าง จ.ศ.๑๒๐๐-๑๒๑๒ ทีจดั ทําโดยหอสมุด
แห่งชาติ ผู้เขียนคัดเฉพาะทีเกียวข้ องกับ ครังส่วย แหล่งผลิตและจัดหาครัง พบแหล่งครังส่วยทีส ําคัญในสองภูมิภาค
ได้ แก่ทางใต้ และทางเหนือ โดยภูมิภาคทางใต้ ประกอบด้ วยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ของไทยปั จจุบนั รวม
กับบางส่วนของลาวตอนใต้ และตอนเหนือของเขมร ได้ แก่ เมืองป่ าศักดิ€ เมืองศรี ทนั ดอน เมืองอุบลฯ เมืองทองคําน้ อย
เมืองสังฆะ(สุรินทร์ )เมืองทองใหญ่ เมืองแสนปาง เมืองขุขนั ธ์(ศรี ษะเกษ) เมืองกะบิล เมืองขงเจียม เมืองสะเมียะ เมือง
สุวรรณภูมิ เมืองอุบลฯ เมืองปราจิน เมืองเขมราถ เมืองลําเภา(สะกดตามต้ นฉบับ)
ส่วนภูมิภาคส่วยครังทางเหนือ ประกอบด้ วย เมืองพิไชย เมืองฝาง เมืองเลย เมืองแก่นท้ าว เมืองเพชรบูรณ์
เมืองพิษณุโลก เมืองหล่ม เมืองหล่มสัก เมืองด่านซ้ าย
พิจารณาข้ อสันนิษฐานเกียวกับการใช้ เส้ นทางแม่นํ (าป่ าสักเป็ นเส้ นทางเชือมต่อจากแผ่นดินลาวลุม่ นํ (าภาคกลางของ
สยามของ เกรียงไกร เกิดศิริ (2554 :108) , ข้ อสันนิษฐานเกียวกับเครื อข่าย เรื อง อิง-ยม- น่านความสัมพันธ์ทาง
ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรมระหว่าง สุโขทัย แพร่ น่าน และ พะเยา ตังแต่
( ยคุ ก่อนประวัติศาสตร์ โดย ศรี ศกั ร วัลลิโภดม
(2544) เช่นเดียวกันกับ สันนิษฐานของ สมเด็จพระเจ้ าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพที บัวริ น วงศ์คริ ี ได้ ยก
มาอ้ างในงานของเธอว่า
“…ชนพืน เมืองหล่มเก่า.. สืบเชือ สายมาจากหลวงพระบางทัง สําเนียงภาษาและวัฒนธรรมบางอย่าง อาจจะ
ก่อนสุโขทัยก็เป็ นได้ เพราะในจารึ กสุโขทัยยังปรากฏชื อเมืองราด เมื องลุม ควบคูก่ นั …ผูค้ นทีอ พยพมาจาก
หลวงพระบางอาจเคลือ นย้ายมาตามลํานําโขงแล้วเข้ามาทางนําปาด (อุตรดิ ตถ์) ท่าสัก เข้าสู่นครไทยและ
บางพวกอาจเข้ามาทางจังหวัดเลยและเข้ามาทางบ้านแก่นท้าวเมื องแพร่ ด่านซ้าย สมทบกับสายนครไทยเข้า
สูห่ ล่มเก่า หล่มสัก..”(บัวริ น วังคีรี,2548: 121-122)
ประคอง นิมมานเหมินทร์ ได้ ยกกรณีศกึ ษาของการใช้ ภาษาไทยถินอิสานในบางส่วนของจังหวัดในภาคกลาง
รวมไปถึง อุตรดิษถ์,พิษณุโลก,สุโขทัยและเพชรบูรณ์ โดยอ้ างถึงวารี วีสกุลทีต งข้
ั ( อสังเกตว่าภาษาไทยถินอีสานมีพดู ใน
ตําบลหาดเสี (ยว อ.ศรี สชั นาลัย และตําบลคลองมะพลับ อ.ศรี นคร(เพิงอ้ าง41) ในส่วนเพชรบูรณ์ได้ อ้างถึง สมทรง บุรุษ
พัฒน์ ทีศกึ ษาพบว่า ประชากรทีอาศัยใน อ.หล่มเก่า อ.หล่มสัก อ.นํ (าหนาว ส่วนใหญ่เป็ นคนท้ องถินดังเดิ
( มรวมถึง
พบว่าภาษาไทยพวนหรื อลาวพวน ลาวแง้ ว และลาวขี (ครังหรื อลาวครัง เป็ นภาษาทีใช้ พดู กันหนาแน่นในเขตอ.ศรี เทพ,
อ.วิเชียรบุรี, อ.บึงสามพัน, อ.หนองไผ่, อ.ชนแดนและ กิงอ.วังโป่ งและมีพดู ประปรายที อ.เมือง, อ.หล่มสัก และกิงอ.
เขาค้ อ (ประคอง นิมมานเหมินท์ 2547:40- 42)
หลวงพระบาง
พิษณุโลก
ปากอ่าวไทย
โยซิยกู ิ มาซูฮารา(๒๕๔๖:๙๒)
มยุรีและเอมอร(๒๕๔๘: ๗)
ศรี ศกั ร วัลลิโภดม(๒๕๕๔:๑๖๒)
เมือวางข้ อมูลทางภูมิศาสตร์ ของเครื อข่ายทางเศรษฐกิจภูมิภาคเข้ าคูก่ บั ข้ อมูลทางภูมิศาสตร์ ของภาษา เรา
จินตนาการได้ วา่ อาณาบริเวณที “ภูครังแขวงเมืองพิษณุโลก” มีตําแหน่งอยู่นนเป็
ั ( นแหล่งผลิตรวบรวมครังส่วยและทีต งั (
ถินฐานของคนทีพดู ภาษาไท-ลาวสําเนียงหลวงพระบางทีผสมผสานกันมายาวนาน ก่อนเกิดการอพยพไปเวียงจันทน์
ของครัวลาวครังในช่วงเข้ าสู่รัชกาลทีสอง โดยสันนิษฐานเป็ นอาณาบริ เวณอย่างกว้ างเท่านัน( เพราะในขณะนี (เรายังไม่
พบข้ อมูลทีจ ะบ่งชี (ตําแหน่งอย่างเฉพาะเจาะจงลงไปได้ วา่ เมืองภูครังอยู่หรื อเคยอยู่ทจี ดุ ใด
๕.
ทําเนียบหัวเมือง ร.ศ. ๑๑๘
เอกสารชิ (นต่อมา “ทําเนียบหัวเมือง ร.ศ. ๑๑๘ (พ.ศ.๒๔๔๒) เอกสารชิ (นนี ( ครู ประมวล พิมพ์เสน ได้ คดั
สําเนาจากเอกสารโบราณตามที พระพจนวิลาศ ได้ จดั พิมพ์ ตามรับสัง ความว่า
“หม่อมเจ้าน้องยาเธอ กรมหมืน ดํารงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีรับสัง ให้หม่อมอนุวงษวรพัฒน์ แต่ยงั
เป็ นปลัดสํารวจ รวบรวมจากทําเนียบในกระทรวงสอบกับบัญชีในกรมพระอาลักษณ์ และหนังสืออืน อีกหลายฉบับ”
(คํานําพิมพ์ครัง( แรก รัตนโกสินทร ศก ๑๑๘)
เอกสารฉบับทีพิมพ์ใหม่นี (มี ๒๑๘ หน้ า เนื (อหาแบ่งเป็ นสามตอน
ตอนที๑ ลําดับหัวเมือง แสดงชือเมืองตามลําดับศักด์ คือ ประเทศราช, เอก,โท,ตรี ,จัตวา แต่ละเมืองระบุเมือง
น้ อยที “ขึ (น”กับเมืองเหล่านันอี
( กเรียงตามมณฑลทัง๑๗
( มณฑลในสยาม
ตอนที ๒ ลําดับตําแหน่ง เรี ยงตาม ตอนที๑ โดยแต่ละเมืองจะแสดง ชือตําแหน่งในระบบราชการปกครอง
และ ชือยศศักดิร€ าชทินนามประจําตําแหน่งแต่ละเมือง อาจจะถูกรวบรวมจากบัญชีในกรมพระอาลักษณ์ จํานวน
ตําแหน่งของแต่ละเมืองใช้ บง่ ชี (ถึงได้ ขนาด,ความสําคัญ
ตอนที ๓ ลําดับผู้รับราชการหัวเมือง แตกต่างจากตอนที๒ ในสองประเด็นคือ ๑.แต่ละตําแหน่งเป็ นคนที
ทํางานอยูจ่ ริ งๆโดยไม่มีรายละเอียดของเมืองขึ (น ยศศักด์ราชทินนามไม่ต้องตรงกับ ตอนที๒ และ ๒.ให้ รายละเอียดใน
การทํางานระดับปฏิบตั กิ ารหน่วยงานย่อย เช่น ศาล กรมการอําเภอ คลังเมือง มหาดไทยเมือง นาเมือง แล้ วก็ มีชือคน
รับผิดชอบเป็ นคนจริ งๆ หน่วยงานละเอียดลงไปถึงระดับอําเภอ เอกสารตอนนี (น่าจะอยูใ่ นระหว่างการปฏิรูประบบ
ราชการ เพราะไม่มีระบบเมืองขึ (นอีกแล้ ว บางรายการในจํานวนน้ อยเริ มมี จังหวัด เป็ นครัง( แรก เอกสารในตอนที ๓
น่าจะถูกใช้ สอยจริ งในราชการได้ มากกว่าและใหม่กว่า สองตอนแรก
ในการวิจยั ชิ (นนี (ส่วนทีจะนํามาอภิปรายต่อไปตามความเกียวข้ องจึงเป็ น ตอนที ๑และตอนที ๒ ของ มณฑล
พิษณุโลกซึง มีชือ “เมืองภูครัง”อยูด่ ้ วย โดยมีการนํามาสนับสนุนสมมุตฐิ านแนวคิด “ลาวภูครังถินฐานเดิมอยู่เมืองภูครัง
ปรากฏในหลักฐานเพียงว่าตังอยู
( ฝ่ ั งซ้ ายแม่นํ (าโขง” การวินิจฉัยต่อไปนี (จึงเป็ นไปเพือหักล้ างแนวคิดจากหลักฐานโดยใช้
วิธีศกึ ษาทางแผนทีซ งึ ได้ เคยเสนอแล้ วในส่วนเมืองขึ (นของพิษณุโลกในบทความก่อนหน้ านี (
สําหรับเมืองภูครัง ปรากฏในเอกสารนี (ตอนที๑ บัญชีมณฑลพิษณุโลก ๑.เมืองพิษณุโลก อ. (มีเมืองขึ (นดังนี ()
นครไทยนครชุม,ศรี ภิรมย์,พรหมพิราม,ชุมศรสําแดง,ชุมแสงสงคราม,นครป่ าหมาก,ด่านซ้ าย,ชาติตระการ,ภูครัง,ไชย
นาม ตะนม,ไทยบุรี,เทพบุรี ๒. เมืองพิไชย ท.(มีเมืองขึ (นดังนี () นํ (าปาด,ฝาง,เชียงคาน,ตรอน,พิพฒ
ั น์,พิมลู ,ปั ดบูร,ขุนกัน
อุตรดิฐ,ทุง่ ยัง,ลั
( บแล,ด่านนางพูน,ทุง่ , อุทยั บุรี11 ,ไชยบุรีศรี นํ (าฮุ่ง12 ,สุวรรณภูมิ,เลียบ,เชียงแมน13 ,ท่านุ่น,หงษาวดี14 ,
ม่อนาแล15,เพียง16 ,วา17 (พระพจนวิลาศ.2442: 10-12)
11
อุทยั บุรี พบ “ Ban Muang Ou- tai” ตังอยู
( ร๋ ิมนํ (าออนในแขวงพงสาลีในแผนที Laos political 2003
http://lib.utexas.edu/maps/middle_east_and_asia/laos_pol_2003.jpg
12
ไชยบุรีศรี นํ (าฮุ่ง พบ “ Xaignabouli” เมืองหลักของแขวงไชยบุรีในแผนที Laos political 2003
http://lib.utexas.edu/maps/middle_east_and_asia/laos_pol_2003.jpg
13
เชียงแมน พบ “ Xieng Men” ในหลวงพระบางตรงข้ ามฝั งนํ (าโขง Laos city Map 1:12,500 Loungphrabang(Luang Prabang)
http://lib.utexas.edu/maps/middle_east_and_asia/txu-oclc-5569925-louangphrabang-1967.jpg
หงษาวดี พบ “Muang Hongsa”ในแขวงไชยบุรีในแผนที Laos political 2003 http://lib.utexas.edu/maps/middle_east_and_asia/laos_pol_2003.jpg
ม่อนาแล พบ “ Ban Nale “ในแขวงไชยบุรีในแผนที Laos political 2003 http://lib.utexas.edu/maps/middle_east_and_asia/laos_pol_2003.jpg
16
เพียง พบ “ Muang Phiang”ในแขวงไชยบุรีในแผนที Laos Topographic Maps 1:50,000 http://www.lib.utexas.edu/maps/topo/laos/muang_phiang-laos-50k.pdf
14
15
รายชือทีขีดเส้ นใต้ เป็ นชือเมืองทีพ บว่าอยูใ่ นลาว และมีผ้ นู ํามาสนับสนุนแนวคิดเมืองภูครังฝั งซ้ ายแม่นํ (าโขง
โดยรวมเอาเมืองภูครังเข้ าไว้ ในกลุม่ ด้ วย อย่างไรก็ตามในเบื (องต้ นนี (จะเห็นได้ วา่ เป็ นเมืองขึ (นของต่างเมืองกัน
เมือพิจารณาตอนที๒ ในบัญชีมณฑลพิษณุโลก เมืองพิษณุโลก อ. จะพบ “ภูครัง ขึ (น ผู้วา่ ราชการเมือง พระ
มหาณรงค์” ทว่าใน เมืองพิไชย ท. เมืองขึ (นใน ตอนที ๑ รายชือทีถกู ขีดเส้ นใต้ ได้ หายไป สนับสนุนว่าชือเมืองภูครังอยู่
นอกกลุม่ ทีตอ่ มาหลังจากค้ นหาจากเท่าทีจะทําได้ จากแผนทีพบว่าชือเมืองเหล่านี (ส่วนใหญ่เป็ นเมืองทีอ ยู่ในดินแดน
ลาวทีสยามเสียให้ ฝรังเศษในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ทีเ รี ยกว่า “ดินแดนฝั งขวาแม่นํ (าโขง” ในกลุม่ นี (พบว่าอุทยั บุรี,วา ทีไปอยู่ใน
ดินแดนตอนเหนือของลาวในแขวงพงสาลี เมือพิจารณาตามบริ บทเวลาทีเอกสารตีพิมพ์ครัง( แรก คือ พ.ศ. ๒๔๔๒
ร่วมกับ เวลาทางการเมืองระหว่างสยามกับอินโดจีนของฝรังเศษในช่วงนัน( คือพ.ศ.๒๔๓๖ ดินแดนฝั งซ้ ายแม่นํ (าโขง
หรื อ ราชอาณาจักรลาวและจันทบุรี. พ.ศ๒๔๔๖ ดินแดนฝั งขวาแม่นํ (าโขง (จําปาสัก และไซยะบูล)ี และพ.ศ. ๒๔๔๙
พระตะบอง เสียมราฐ ศรี โสภณ (มณฑลบูรพา) เห็นได้ วา่ เอกสารนี (ใช้ เวลาผลิตร่วมอยู่บริ บทในระหว่างการ
เปลียนแปลงสําคัญ ทีไม่มีระเวลาใดทีจะเสีย งกับการตกไปเป็ นเมืองขึ (นของมหาอํานาจตะวันตกเท่ากับเหตุการณ์ที
เรี ยกว่า“วิกฤตการณ์ไทย-ฝรังเศส”ปั ญหาทีสร้ างความขมขืนให้ ไทย จนนํามาสู่วิกฤตการณ์ดงั กล่าวคือ “ปั ญหาฝั งซ้ าย
แม่นํ (าโขง”(สุวิทย์ 2553: 14) นีอาจช่วยอธิบายได้ ว่าทําไม รายชือเมืองทีขีดเส้ นใต้ ในตอนที๑ จึงหายไปในตอนที๒
ตอนที ๒ บันทึกประวัติศาสตร์ การจัดการปกครองของไทยในอดีต เรื องลําดับหัวเมือง ลําดับตําแหน่ง และ
ลําดับผู้รับราชการหัวเมือง” เมือพิจารณารายละเอียดของมณฑลพิษณุโลก มีรายการ พิษณุโลก อ,(หัวเมืองชันเอก)
(
เมืองทีข ึ (นเฉพาะกับเมืองเอก เอกสารนี (มีข้อมูลทีสําคัญในสารบาญสามกลุม่ คือ ตรงนี (แตกต่างคือไม่ปรากฏในชุด
ข้ อมูลถัดมาอันเป็ นรายละเอียดทีประกอบไปด้ วย รายนามเมืองตามลําดับชันและชื
(
อตําแหน่งผู้ว่าราชการเมืองนัน(
สําหรับเมืองพิษณุโลกได้ แก่
นครไทย
[17.105125,100.836925]
พระอินทคีรีศรี รัตนบุรีปะกาไสย
นครชุม
[17.284169,100.81306]
พระนครชุม
ศรี พิรมย์
[17.167133,100.099468]
พระศรี พิรมย์
พรหมพิราม
[17.010303,100.123444]
พระประสิทธิสงครามรามเดชวิเศษภักดีออกบุรีอดุ รทิศ
ชุมศรสําแดง
พระชุมศรสําแดง
ชุมแสงสงคราม [16.820711,100.020676]
พระชุมแสงสงคราม
นครป่ าหมาก [16.625714,100.367632]
พระปุควันบุรี
คํา
พระเกืองคํา
17
วา พบ “Wa” ตังอยู
( ร๋ ิม(นํ (าออน) เซออน ในแขวงพงสาลีในแผนที "Map of Indo-China showing proposed Burma-Siam-China Railway" from the Scottish
Geographical Magazine. Published by the Scottish Geographical Society and edited by Hugh A. Webster and Arthur Silva White. Volume II, 1886.
http://lib.utexas.edu/maps/historical/indo_china_1886.jpg
ด่านซ้ าย
ชาติตระการ
ภูครัง
ไชยนาม
ตะนม
ไทยบุรี
เทพบุรี
[17.29597,100.148148]
[17.347099,100.659256]
พระแก้ วอาสา
พระชาติตระการ
พระมหาณรงค์
พระไชยนาม
พระตะนมไตรเพ็ชร
พระไทยบุรี
พระเทพบุรี
[16.854031,100.484962]
(รายชือเมือง [ตัวเลขพิกดั ในปี กกาแสดงค่าโคออร์ ดเิ นททีตรวจสอบกับฐานข้ อมูลทางภูมิศาสตร์ google map หากไม่แสดงคือไม่พบ])
ข้ อมูลนี (มีความน่าเชือถือ ผู้เขียนพบเอกสารทีร ะบุถงึ นามดังนี (คือ คําและด่านซ้ าย ในรายการจดหมายเหตุ
รัชกาลทีสามสมัยกรุ งรัตนโกสินทร์ จ.ศ.๑๒๐๕ (พ.ศ.๒๓๘๖),(๗๐),ใบบอกพระราชสิทธานนท์ เมืองพิษณุโลก นําส่ง
เร่ว ครังส่วยและเครืองบรรณาการกอง พระแก้ วอาษา (ด่านซ้ าย) และ ,จดหมายเหตุ ร.๓สมัยกรุ งรัตนโกสินทร์ จ.ศ.
๑๒๑๐ (พ.ศ.๒๓๙๑) (๑๐๖),ใบบอก(พิษณุโลก)พระราชฤทธานนท์เมืองพิษณุโลก ถึงนายเวร ณ ศาลาลูกขุนว่า ได้ นาํ
ทองคําส่วยกองพระ เมืองคํา มาถวาย อย่างไรก็ตามเราไม่พบภูครังในฐานะเมืองเช่นทีพ บ ด่านซ้ ายและคําในเอกสาร
ทังสอง
( ผู้เขียนขอสันนิษฐานว่าการอพยพครัง( ปลายรัชกาลทีหนึง เป็ นการอพยพระดับย้ ายชุมชน ถ้ ายังคงอยู่บ้าง
จํานวนประชากรทีหลงเหลือคงน้ อยลงมากจนหมดกําลังทีจ ะส่งส่วยครังได้
สหสัมพันธ์ของชุดข้ อมูลทีเ ป็ นอิสระต่อกันหลายแหล่งทีม าและสาขาวิชาทีไ ด้ แจกแจงเสนอในส่วนนี (สนับสนุน
แนวสันนิษฐานทีว า่ “ครัวลาวภูครังแขวงเมืองพิษณุโลก”ในส่วนต้ นทาง ต่อไปเราจะไปพิจาณา “ สามปทวน ณครไช
ศรี ”ในตําแหน่งปลายทางทีถกู กล่าวในจดหมายเหตุทีได้ เสนอไปแล้ ว
๖.
วิถีชุมชนนครชัยศรี
งานวิจยั ชิ (นนี (เป็ นงานวิจยั ชุมชนทีรวบรวมความรู้ ในลุม่ นํ (านครชัยศรี โดยมีสาระสําคัญจาก ๑.การทบทวน
การศึกษาทางประวัตศิ าสตร์ และ ๒.การวิจยั ชุมชนด้ วยการทํางานสัมภาษณ์ในภาคสนามทีเ ข้ มแข็งโดยนักวิจยั ที
ทํางานร่วมกันเป็ นทีมวิจยั ขนาดใหญ่
จากการทบทวนทางประวัติศาสตร์ ในงานชิ (นนี (พบว่า นครชัยศรี เป็ นทีตงั (
ถินฐานมนุษย์ตงแต่
ั ( สมัยทวาราวดีถึงสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ มีประชากรหลายกลุ่มชาติพนั ธุ์ภาษา ทัง( ไทย จีน
ลาว มอญ และ เขมร18 กล่าวสําหรับลาวก็มีทงั ( “ลาวครัง ลาวเวียงจันทน์ ลาวหลวงพระบาง และ ลาวโซ่ง”19
การศึกษาเอกสารนี (ทําให้ พบข้ อสังเกตุในแง่ทเี กียวข้ องกับกลุ่มชาติพนั ธุ์พลัดถินบางประการทีจ ะกล่าวต่อไปนี (
ประการแรก “ลาวครังหายไป” เนื (อในส่วนทีเป็ นการศึกษาภาคสนามของเอกสารไม่พบการมีอยู่ของลาวครัง
อีกเลย แต่เราทราบจากการศึกษาจดหมายเหตุไปแล้ วว่าพวกเขาได้ เข้ ามาอยู่ทีนอี ย่างแน่ชดั ในรัชกาลทีสอง เป็ นไปได้
ทังในทิ
( ศทางทีว า่ พวกเขากลมกลืนกับกลุม่ ลาวทีมีอยู่เดิมหรื ออพยพย้ ายออกหรื อทังสองประการหรื
(
ออืนๆอย่างไรก็
ตาม ณ ขณะนี (เราไม่ร้ ู แน่ชดั
ประการทีสอง จากการศึกษาประวัติศาสตร์ บอกเล่าครัวลาวเวียง กล่าวว่า “บรรพบุรุษของตนอพยพหนีภยั
สงคราม การสูร้ บ และถูกกวาดต้อนมาอยู่รวมกันในดิ นแดนแถบนีต งั แต่สมัยรัชกาลที ๑”, “..ลาวเวียงดัง เดิ มมาจาก
เจ้าเมื องซ้ายเขารบกันมา โยกย้ายกันมา..”20 อาจเป็ นลาวเวียงต่างหากทีมี “เมืองซ้ าย” หรื อ อาจเป็ นสาเหตุของมายา
คติทีว่า “เมื องภูครัง ..ฝั งซ้ายแม่นําโขง”
ประการทีสาม ลาวเวียงเคยมีเอกลักษณ์ทางการแต่งกายในชีวิตประจําวันทีไม่ใช่เสื (อผ้ าพิธีกรรม “ผูห้ ญิ ง
(ลาวเวียง)สมัยก่อนนุง่ โจงกระเบนใส่เสือ คอกระเช้ าแขนเดียว-เสือ สีขาวคล้ายเสือ คอกระเช้าแต่มีแขนข้างเดียวปั จจุบนั ยังเห็นสตรี ผเู้ ฒ่าลาวเวียงวัย๗๐-๘๐ปี สวมใส่อยู่”21 ข้ อนี (พิจารณาว่าเป็ นเบาะแสทีเ ป็ นวัตถุทางวัฒธรรมแบบที
จะเป็ นประโยชน์มากในการศึกษาต่อไป เช่น อาจนํารู ปถ่ายของการแต่งกายใช้ นําไปสืบค้ นในท้ องถินลาวเวียงถินอืน
เป็ นต้ น
ประการทีสี เนือ งจากการศึกษาในโครงการวิจยั นี (ตังโจทย์
(
ทกี ารศึกษาลาวครังเป็ นหลัก การทีไ ด้ ย้อนมา
ทบทวนศึกษาวิจารณ์วรรณกรรมลาวเวียงเป็ นเพราะว่ามีเหตุอนั สืบสานมาทางด้ านประวัติศาตร์ อาจพิจารณาว่าเป็ น
จุดอ่อนทางการหาความรู้เพราะทรัพยากรเวลาไม่เอื (อกับกระบวนการทบทวนเอกสารแบบทีหวังได้ วา่ จะขุดพบประเด็น
คําถามสําคัญ หากคุณค่าทางวิชาการอยู่บ้างก็ควรพิจาณากลับไปในการทบทวนทางญาณวิทยา
๗.
ข้ อวิพากย์ ข้อจํากัดและความคิดเห็น
การศึกษาแนวมานุษยวิทยาชาติพนั ธุ์ในพิธีกรรมนางเทียมโดย บัวริ น วังคีรีในพื (นทีหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ อัน
เป็ นส่วนหนึงของวิทยานิพนธ์ปริ ญญาเอกของเธอ เรื อง “วรรณกรรมพืน บ้านในชุมชนลาวหลวงพระบางกับบทบาทการ
เสาวภา พรสิริพงษ์ และ คณะ (2548:25-42) สมัยทวาราวดีอ้างจากการศึกษาของธิดา สาระยา สมัยต่อมาอ้ างจากการศีกษาของ สุภาภรณ์
จินดามณีโรจน์
19
เพิงอ้ าง น. 36
20
เพิงอ้ าง น.59 พระครูโสภณาสาธุการให้ สมั ภาษณ์
21
เพิงอ้ าง น.60
18
สืบสานความเป็ นลาวหลวงพระบางในบริ บทสังคมไทย” ได้ ชี (ว่า กลุม่ ชาติพนั ธุ์ “ลาวหลวงพระบาง” อาจได้ ตงหลั
ั( ก
แหล่ง ณ ทีน ี (ยาวนานถึงสมัยสุโขทัย ลาวหลวงพระบางในทีนี (ผู้เขียนเห็นว่าคือกลุม่ ชาติพันธุ์ภาษาเดียวกันกับใน
บทความนี (ใช้ วา่ “ไท-ลาวภูคงั /ครัง/คลัง /ครัง” เราอาจมองในเพดานคิดทีสูงขึ (นจนพ้ นความคิดแบ่งกลุม่ ชาติพนั ธุ์ และ
เวลา ออกไปผ่านจดหมายเหตุ ของ นิโกลาส์ แชรแวส ทีบนั ทึกไว้ วา่
“..พลเมื อง..ประเทศสยาม มีมากทัง ในทีร าบและตามชายนํา...เป็ นคนต่างด้าวเสียกว่าหนึงในสาม..พืน เพ
ดัง เดิมเป็ นคนลาวและคนมอญ ซึ งคนสยามจับเป็ นเชลยศึกและกวาดต้อนเข้ามาในราชอาณาจักรเมือ
ประมาณ ๒๐๐ ปี มาแล้วนี. ...ปะปนเข้ากับคนสยาม จนยากทีจ ะพิ จารณาเห็นความแตกต่างกันได้...
สังเกตเห็นว่าพวกผูช้ ายมักจะนุ่งห่มด้วยเสือ ผ้าสีแดงและตัดผมสัน เหนือท้ายทอยกว่าคนสยาม.. คนต่างด้าว
..เหล่านีย งั คงรักษาภาษาของตนไว้ มีลางคนทีห ดั พูดภาษาสยาม แต่ก็ยงั มี สําเนียงแผกเพีย น..อยู”่ 22
การมองหาร่องรอยและการตีความภาพภูมิทศั น์สยามตามทีแ ซร์ แวร์ เห็น เป็ นภูมิทศั น์ของพลเมืองกลุม่ หนึง ทีท งร่
ั ( วมอยู่
และแตกต่างในตังแต่
( ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(- พ.ศ.๒๒๓๑) ผ่านยุคสมัยทีเรากําลังพูดถึงในบทความ
(พ.ศ.๒๓๖๐-๒๓๘๓) จนวาระปั จจุบนั (พ.ศ.๒๕๕๔) ก็เป็ นไปได้ มากทีจะมีจดุ กําเนิดเก่าแก่กว่าหรื อมากมายกว่ากรอบ
คิดทีเราใช้ พิจารณากันอยู่ กล่าวเฉพาะกลุม่ ชนทีม าจากความเจริ ญจากนครหลวงของรัฐลาวแล้ ว ผู้เขียนเห็นว่าควร
ผนวกเป็ นหน่วยศึกษาเดียวกัน
เราควรพิจารณาคําถามของ Stuart Hall ทีวา่ “หากอัตตลักษณ์ มิได้มีกระบวนการเชิ งเส้นตรงหรื อเป็ นเส้นที แตกแยกแตกหัก จากจุดกําเนิ ดทีแ ตกแยกแตกต่าง แล้ว เราจะทําความเข้าใจกับกระบวนการก่อร่ างสร้างอัตตลักษณ์
ได้อย่างไร ?”23 (Hall, ‘Cultural Identity and Diaspora’ in Framework(36);226) อันทีจริ งฮอลเองก็ได้ สนทนาเสนอ
แนวทางเลือกของเขาไว้ ด้วยว่า
“บางทีแทนทีจ ะเข้าใจความคิดเรื องอัตตลักษณ์ ในฐานะความจริ งสมบูรณ์ ทีวฒ
ั นธรรมใหม่นํามาใช้
ปฏิ บตั ิการแล้วนําเสนอนัน ทว่าเราควรพิจารณาอัตตลักษณ์ ในฐานะผลิตผลซี งไม่มีวนั แล้วเสร็ จอยู่ใน
สายการผลิ ตอยู่ตลอดทัง ยังคงสร้างตัวสร้างตนอยู่ไม่จบสิ นท่ามกลางการนําเสนอ มุมมองนีส ร้างประเด็น
ปั ญหาสนใจต่อการนิยามอัตตลักษณ์ ทางวัฒนธรรมที อิงกับกระบวนการสร้างอํานาจอย่างยิ งและอ้างความ
จริ งแท้อย่างยิ ง24(Ibid;222)
นิโกลาส์ แชรแวส, ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม (ในแผ่นดิ นสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช), สันต์ ท. โกมล
บุตร แปล (สํานักพิมพ์ศรีปัญญา: นนทบุรี,๒๕๕๐ พิมพ์ครัง( แรก ๒๕๐๖- ต้ นฉบับพิมพ์ครัง( แรกในปารีส 1688 [พ.ศ.๒๒๓๑]) หน้ า 71-72
22
23
Cultural identities are the points of identification, the unstable points of identification or suture, which are made, within the discourses of history and culture.
Not an essence but a positioning. Hence, there is always a politics of identity, a politics of position, which has no absolute guarantee in an unproblematic,
transcendental ‘law of origin’…….If identity does not proceed, in a straight unbroken line, from some fixed origin, how are we to understand its formation?.(226)
24
Perhaps instead of thinking of identity as an already accomplished fact, which the new cultural practices then represent, we should think, instead, of identity
as a ‘production’, which is never complete, always in process, and always constituted within, not outside, representation, This view problematises the very
authority and authenticity to which the term, ‘cultural identity’ lays claim.(222)
หรื อเราอาจมองหาแนวทางเข้ าใจคําถามของฮอลในมุมวัฒนธรรมศึกษา จากมุมมานุษยวิทยาอย่าง Edmund Leach
และ Frederic Barth25 ทีว า่ ลักษณะทางชาติพนั ธุ์มิใช่สิงทีเกิดจากธรรมชาติหรื อสายโลหิต หากเป็ นกระบวนการทีเกิด
จากการหล่อหลอม ก่อรู ปขึ (นจากวิถีการดํารงชีวิตในสิงแวดล้ อมต่างๆ ซึง นํามาสูก่ ารศึกษาเรื อง กลุม่ ชาติพนั ธุ์, ความ
มีสาํ นึกทางชาติพนั ธุ์,พรมแดนทางชาติพนั ธุ์ ซึง มิได้ เกิดจากลักษณะทางพันธุกรรมหากแต่อาศัยการเลือกหยิบยก
ลักษณะทางวัฒนธรรมบางอย่าง เช่น ภาษา การแต่งกาย อาหาร บ้ านเรือน ขนบธรรมเนียม มาเป็ นเส้ นแบ่งแยกความ
แตกต่างของกลุม่ ชาติพนั ธุ์หนึง ออกจากอีกกลุม่ หนึง ลักษณะเหล่านี (สามารถแปรผันตามสถานการณ์และเคลือนไหว
ได้ เมือเวลาเปลียนแปลงไป”26สอดคล้ องกับข้ อสังเกตจากการศึกษาภาคสนามทีม ีตอ่ กลุม่ ชาติพนั ธ์นี (ทีว า่ “พวกเขา
สามารถเลือกอพยพย้ายถิ นไปมาได้อย่างอิ สระ เมื อเทียบกับไพร่ ทาสซึงเป็ นคนส่วนใหญ่ในช่วง พ.ศ ๒๓๐๐-๒๔๐๐”
(ชนัญ วงษ์ วิภาค,๒๕๒๙)
สถาปั ตยกรรมพื (นถินอาจต้ องสนทนาวิสาสะด้ วยจากคําสําคัญพื (นๆเช่น “วัฒนธรรม”(กาญจนา แก้วเทพ
2544; ยุกติ มุกดาวิ จิตร 2548; อมรา พงศาพิชญ์ 2547;เกษม เพ็ญภิ นนั ท์ 2552)
และ “ชาติพนั ธุ์” (ปิ นแก้ว เหลืองอร่ ามศรี . 2550; ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ 254; สุเทพ สุนทรเภสัช. 2548 ; วีระ สมบูรณ์.
2553; Keyes.C.F. 200; Hobsbawm.E, Terence.R.(eds.)1984; เบน แอนเดอร์ สนั , 2552.)
อนึง ข้ อสันนิษฐานเกียวกับไท-ลาวคังในบทความนี (ได้ ใช้ ฐานความรู้ ของบังอร ปิ ยะพันธุ์ เป็ นหลักเริ มต้ น แม้
การศึกษาจะสร้ างสมมุตฐิ านทีห กั ล้ างกับสมมุติฐานต้ นทางแต่มิได้ หมายถึงการลดทอนคุณค่าของงานวิชาการ
ประวัติศาสตร์ นพิ นธ์ต้นทางชิ (นนี ( ตรงกันข้ ามผู้เขียนยังคงเห็นว่านีเ ป็ นงานทีใ ห้ ภาพรวมภูมทิ ศั น์ทางวัฒนธรรมและ
สังคมสัมพัทธภาพของกลุม่ ชาติพนั ธุ์ภาษาลาวในกรุ งรัตนโกสินทร์ ได้ เป็ นอย่างดียากทีจะหาเอกสารใดในบริ บทเวลา I
ณ ขณะนันจะให้
(
ได้ ครบถ้ วนเท่า การอ้ างอิงอันประณีตมีระบบทางวิชาการช่วยให้ การศึกษาย้ อนรอยทีผ้ เู ขียนศึกษา
สามารถกระทําตามได้ อีกทังต้
( องตระหนักด้ วยว่าช่วงระยะเวลาทีผ ้ ศู กึ ษาได้ ศกึ ษา ณ เวลา ทีแ ตกต่างกันนันก็
( มีบริ บท
สภาพของข้ อมูลทีแ ตกต่างกันด้ วย โดยเฉพาะระบบการจัดเก็บ,จํานวนเอกสารทีแ ล้ วเสร็จจากการคัดตรวจสอบสําเนา
ของสํานักหอสมุดแห่งชาติที ณ เวลาทีบงั อรศึกษายังทําไม่ได้ ครบครันนัก
อย่างไรก็ดรี ะหว่างทีย งั ไม่มีหลักฐานใหม่มาเปลีย นแปลงหักล้ างบทความนี ( ในขณะนี (สมควรรับสันนิษฐาน
ทีว า่ เคยมีเมืองภูครังอยูห่ รื อเคยอยู่ในแขวงเมืองพิษณุโลกท่ามกลางชุมชนชาติพนั ธ์ภาษาสําเนียงหลวงพระบางใน
บริ เวณระหว่างฝั งขวาแม่นํ (าโขงจรดแม่นํ (าน่านไปพลางก่อน
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ว่าด้วยแนวทางการศึกษาชาติพนั ธุ์ หนังสือรวมบทความการประชุมประจํ าปี ทางมานุษยวิ ทยาครังที๒ เรืองชาติ
และชาติพนั ธุ์วิถีและความหลากหลายในโลกปั จจุบนั (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร: กรุงเทพฯ, ๒๕๔๗), หน้ า(6)-(7)
26
บทความวิเคราะห์ทางทฤษฏีความเป็ นชาติพนั ธ์ทีดีมากได้ แก่บทความของปิ นแก้ ว เหลืองอร่ามศรี เรือง “ความอิหลักอิเหลือของมโนทัศน์
ชาติพนั ธุ์ (The Predicament of Ethnicity)” และ”ทบทวนแนวทางการศึกษาชาติพนั ธุ์”ของ ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ ส่วนตัวอย่างกรณีงานวิจยั ที
นําเอาทฤษฏีไปใช้ ได้ แก่ “บ้ านของชาวลื (อคืนถิน”,”ถนนหนทาง การรือ( ถอนความเป็ นถินฐาน และกิจการร้ านอาหารไตในหมู่บ้านย่ายชาน
เมืองเชียงรุ่ง สิบสองปั นนา” ของ วสันต์ ปั ญญาแก้ ว
25
สรุป
1.การศึกษานี (ได้ หกั ล้ างข้ อสันนิษฐาน“เมืองภูครังตัง อยู่ฝังซ้ายแม่นําโขง” และการศึกษานี (สนับสนุน “ครัว
เมื องภูครังแขวงเมื องพิ ษณุโลก”
2.เสนอให้ พิจารณากลุม่ ชาติพนั ธุ์ไท-ลาวครังเวียงในแง่ของกลุม่ ชาติพนั ธุ์ภาษาแทนทีจะเลือกกําหนดจาก
จุดกําเนิดเชิงสถานทีซงี เฉพาะในกรณีนี (เห็นได้ วา่ เป็ น “จินตกรรมทางวิชาการ-ความแตกต่างหลากหลายอันเกิ นแก้ใน
ภาษาของมนุษย์” ตามข้ อสรุ ปประเด็นทีแผ้ วถากถางให้ เกิดชุมชนจินตกรรมรู ปแบบใหม่ๆในกรณีรัฐ (-รัฐชาติแบบ
ต่างๆในโลกในศตวรรษทีสิบเก้ า-ปั จจุบนั ) เกิดจาก“การมาบรรจบกันของทุนนิยมและเทคโนโลยีการพิมพ์ กับ ความ
แตกต่างหลากหลายอันเกินแก้ ในภาษาของมนุษย์” (เบน แอนเดอสัน 2552:81)
การศึกษาภาคสนามนี (พบด้ วยว่าระหว่างกลุม่ ชาติพนั ธุ์ไท-ลาวในประเทศไทยด้ วยกันแล้ ว พวกเขามีแนวโน้ ม
ทีจําแนกกลุม่ ชาติพนั ธุ์พลัดถินด้ วยกันนี (จากมุมของพวกเขาเองอย่างแตกต่างกันออกไป โดยมีสาํ เนียงและอัตตลักษณ์
ทางประวัตศิ าสตร์ เป็ นตัวแปร
ในขณะทีความสัมพันธ์ตอ่ กลุม่ ลาวโซ่งและลาวพวนเป็ นไปในทางบวก ลาวเวียงและลาวคังซึง ใช้ ภาษา
เดียวกันกลับมีแนวโน้ มทีจ ะพิจารณากันและกันในทางลบโดย“สําเนียง”ทีตา่ งฝ่ ายต่างฟั งกันออก กรณีนี (พบทังในบ้
( าน
โคกอูท่ อง;สุพรรณบุรีและเนินขาม,กุดจอก;ชัยนาท กล่าวได้ วา่ หากสําเนียงภาษาเป็ นเครื องมือชิ (นแรกของการจําแนก
แยกความเป็ นอืนแล้ วครืองจักรชิ (นต่อมาคืออัตตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ของความเป็ นคู่แข่งขันระหว่างกันของกลุ่ม
ชาติพนั ธุ์พลัดถินทังสองที
(
เ ป็ นสัญญลักษณ์ “เวียงจันทน์-หลวงพระบาง/พระแก้ วมรกต-พระบาง”27
ทว่าเมือพิจารณาวัตถุทางวัฒนธรรมของทังสองกลุ
(
่มทีตา่ งสืบทอดจากมรดกทางวัฒนธรรมของนครรัฐ
(กรณีทไี ม่พบแล้ วในต้ นทางทังสอง
( เช่น ผ้ าทอย้ อมแบบราชสํานัก หรื อทียงั พบได้ ในเวียงจันทน์และหลวงพระบาง เช่น
สถาปั ตยกรรมพื (นถิน) พบว่ากลับมีความแตกต่างกันน้ อยมาก---นีไม่นบั รวมการจําแนกผิด(?)จากตอนบนของ
โครงสร้ างสังคม เช่นกรณีชมุ ชนเนินขามซึง มีสดั ส่วนไท-ลาวเวียงสูงกว่าไท-ลาวคังมากแต่พวกเขาถูกและยอมให้
“อุตสาหกรรมวัฒนธรรม”จากโครงสร้ างบนมีสว่ นกําหนดอัตตลักษณ์(-ทีผ้าย้ อมครังกลายเป็ นภาพตัวแทน
(Representation)ของกลุม่ วัฒธรรมในแบบแผนทีต ายตัว) ทีกรณีนี (อาจแปรเป็ นต้ นทุนของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและ
มูลค่างบประมาณทีจ ะ “ลง”ในพื (นที
3. การพิจารณากรณีกลุม่ ชาติพนั ธุ์ลาวครังลาวเวียงในแบบทีร่วมเข้ าใจฐานการนิยามตนเองของพวกเขาใน
แง่ทวี า่ เป็ นผู้เจริ ญอยูใ่ นวัฒนธรรมอันสูง(เคย)อยูใ่ นเมืองหลวงของรัฐหรื อในเวียง“ลาวเวียง-คนเมือง” ขอเรียกมโน
อ้ างจาก Reynolds,1969:78-89 ว่า การคืน “พระบาง”กลับไปลาวในรัชกาลที ๑ นั (นเกิดจากความเชือทีว่าหากพระพุทธรูปทีเป็ นคู่
แข่งขันนี (ประดิษฐานอยูร่ ่ วมกันในราชอาณาจักรเดียวกันแล้ วจะนํามาซึง ภัยวิบตั อิ ย่างร้ ายแรงต่อราชอาณาจักร และได้ เสนอคําถามต่อมาว่า
สัญญลักษณ์ ทางจิตวิญญาณของอัตตลักษณ์ “ลาว”ระหว่างคูข่ ั (วนี ( ยังดํารงเป็ นภาพตัวแทนคู่ขดั แย้ งในระหว่างเหตุการณ์การลุกขึ (นของมวลชนเสื (อ
แดง(ลาวอิสาน) ในกรุงเทพฯ ณ ปั จจุบนั ด้ วยหรื อไม่? “ [ ],there is the antipathy between the Holy Emerald Jewel and the Phra Bang (Prabang) image, the
27
Ross King,2011 :9
cultic emblem of Luang Prabang, ancient capital and rival of Vientiane. The antipathy accounts for-- or is it that it represents?-- the rivalry of claims to the Lao
soul, a rivalry expressed in present times in the Lao-Isaan, red-shirt invasion in Bangkok, it is believed that great havoc was inflicted, leading to the Phra
Bang’s return to its previous abode in Luang Prabang.”
ทัศน์นี (ว่า “กลุม่ ชาติพนั ธุ์คนพลัดถินหรื อกลุม่ วัฒนธรรมคนพลัดถิน”(Diaspora ethnicity) ซึง ชาติพนั ธุ์คนพลัดถินเป็ น
วัฒนธรรมทีผ นวกด้ วยค่านิยมของผู้อพยพย้ ายถิน (Immigrant value)ในการปรับตัวทางความคิด ค่านิยม และวิถีชีวิต
ลูกหลานได้ รับการอบรมเลี (ยงดูให้ พร้ อมรับการเปลียนแปลงและให้ มีศกั ยภาพทีจะปรับเปลียนเข้ าสูว่ ถิ ีชีวิตใหม่ๆได้
(อมรา2547: 153) จึงขอเสนอให้ เรี ยกชือกลุม่ ชาติพนั ธุ์ทีเคยเรี ยกว่า “ลาวครัง-ลาวเวียง” ไว้ วา่ “ไท-ลาว(คัง-เวียง)
สําเนียงหลวงพระบาง-เวียงจันทน์” รวมไปถึงกลุม่ ลาวแง้ วลาวกาตามข้ อเสนอของสมิง จงกะสิกิจในกรณีนี (การผนวก
ร่วมเป็ นหน่วยศึกษาเดียวกันหรื อกระบวนการศึกษาร่วมกัน ก็นา่ จะเป็ นเครื องมือในการทําความเข้ าใจพลวัตปฏิกริ ยา
เชิงชาติพนั ธุ์พลัดถินนี (ในเชิงสิงทีม ีร่วมกันมากกว่าการมองหาความแตกต่างกัน
4. กลุม่ วัฒนธรรมใดทีถ กู เลือกกําหนดเป็ นหน่วยศึกษาแล้ วพบว่าความรู้ ทเี กียวข้ องหลักกับประวัติศาสตร์
ชาติพนั ธุ์นนยั
ั ( งอยูใ่ นสถานะทีกํากวม การศึกษาต่อเนือ งทางวัตถุธรรมของวัฒนธรรมนันๆย่
( อมไม่อาจหวังผลสัมฤทธ์
ทางวิชาการได้ ในกรณีนี (จึงมีความจําเป็ นอย่างยิงทีจ ะต้ องทบทวนการศึกษาทางประวัตศิ าสตร์ อนั เป็ นต้ นทางเป็ น
ลําดับชันเสี
( ยก่อน การทบทวนทางวิธีวิทยาของการวิจยั ทางชาติพนั ธุ์ทเี ป็ นฐานคติตอ่ สถาปั ตยกรรมพื (นถินศึกษาและ
การศึกษาทางวัตถุวฒ
ั นธรรมย่อมกลับมาเป็ นวงจรความรู้ ย้อนกลับอันทบทวนกันและกันอีกด้ วย
5. ความสามารถทีจะทําความเข้ าใจและเข้ าถึง “ความหมายในระดับสูงทีส ิงสู-่ อิ ทธิ พลจํ าบัง-(latent) อยู่ใน
สิงแวดล้อมสรรค์สร้างของความเป็ นชาติพนั ธุ์” ของสถาปั ตยกรรมพื (นถินศึกษา จะเป็ นหนทางทีจ ะเข้ าใจ “ความรู้
ดังเดิ
( ม” และสร้ าง “ความรู้ แบบอืนใหม่”ในระดับทีส ามารถจะมีสว่ นสําคัญในการสร้ างสรรค์ เสถียรภาพและ ความ
ยัง ยืนเพือมนุษยชาติทา่ มกลางวิกฤตการณ์และหายนะทางสังคมและสิงแวดล้ อมทีคืบคลานคุกคามดังประจักษ์ กนั
อย่างกว้ างขวางทัว ถึง(2549-2554) รวมไปถึงการให้ ความตระหนักและพึงระมัดระวังต่อการทีวทิ ยาการด้ านนี (จะ
กลายเป็ นพาหะด้ านมืดของ “อุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม”
คําขอบคุณ
บทความนี ( เป็ นส่วนหนึงของการศึกษาวิจยั เรืองการศึกษาแบบองค์รวมของการปรับตัวในบริ บทใหญ่ของกลุ่ม
ชาติพนั ธุ์ไท-ลาวในลุ่มนํ (าภาคกลางประเทศไทยทุนอุดหนุนวิจยั ศาสตราจารย์ดีเด่นปี พ๒๕๕๒.ศ. สนันสนุนโดย
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ,สํานักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจยั และสํานักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ
ร่วมกันสนับสนุนทุนอุดหนุนสําหรับ ศาสตราจารย์เกียรติคณ
ุ อรศิริ ปาณินท์ ในโอกาสนี (ผู้เขียนใคร่ขอบคุณทุก
หน่วยงานและผู้ทรงคุณวุฒิทไี ด้ เอ่ยนามข้ างต้ นอย่างยิงสําหรับโอกาสแห่งการศึกษานี (
ขอขอบคุณงานเอกสารโบราณส่วนเอกสารตัวเขียนสํานักหอสมุดแห่งชาติ และแผนกห้ องสมุดและ
พิพิธภัณฑ์แห่งกรมแผนทีทหาร ร่วมด้ วยสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยนาท,เทศบาลอําเภอเนินขาม, โรงเรี ยนอนุบาล
เนินขาม จังหวัดชัยนาท ทีเอื (อเฟื อ( ข้ อมูลในการค้ นคว้ ารวมไปถึง สถาบันวิจยั และพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร
ขออนุญาตเอ่ยนามต่อไปนี (ด้ วยความขอบพระคุณในแต่ละท่าน รศ.สิทธิพร ภิรมย์รืน, ผศ.อภิญญา บัวสรวง,
รศ.อนุวิทย์ เจริ ญศุภกุล,รศ.ชนัญ วงษ์ วิภาค, ศ.วิภา กงกะนันท์, ศ.สุวิทย์ ธีรศาสวัตร, รศ. บังอร ปิ ยะพันธุ์,ศ.ธวัช ปุณ
โณทก, อ.แดน พุ่มจําปา, ผญ.นิวฒ
ั นากร ศรี พรหมา, รท.นิทสั น์ ชิตโสภณ ทีม ีส่วนอุปถัมภ์ตา่ งกรรมต่างวาระในการ
วิจยั นี ( อย่างไรก็ตามข้ อบกพร่องสะเพร่าตกหล่นในแง่ใดๆก็ตามรวมถึงข้ อคิดเห็นในบทความล้ วนเป็ นความ
รับผิดชอบของผู้เขียนทังสิ
( (น
อ้ างอิง
อรศิริ ปาณินท์. 2543. ปั ญญาสร้ างสรรค์จากเรือนพื (นถิน: ปาฐกถาศิลป์ พีระศรี ครัง( ที๕ . กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลัยศิลปากร.
กาญจนา แก้ วเทพ. 2544. ศาสตร์ แห่งสือ และวัฒนธรรมศึกษา. กรุงเทพฯ: เอดิสนั เพรสโปรดักส์.
ยุกติ มุกดาวิจติ ร. 2548. อ่าน'วัฒนธรรมชุมชน' : วาทศิลป์และการเมืองของชาติพนั ธุ์ นิพนธ์แนววัฒนธรรมชุมชน.
กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน.
อมรา พงศาพิชญ์. 2547. ความหลากหลายทางวัฒนธรรม(กระบวนทัศน์และบทบาทในประชาสังคม). กรุงเทพฯ:
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เกษม เพ็ญภินนั ท์(บก). 2552. ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมในมนุษยศาสตร์ . กรุงเทพฯ: สกว.,วิภาษา.
ปิ นแก้ ว เหลืองอร่ามศรี. 2550. ความอิหลักอิเหลือ ของมโนทัศน์ชาติพนั ธุ์ ใน สังคมศาสตร์ (ปี ท๑ี ๐ฉ.๑/๒๕๕๐).
คณะ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ. 2547.ทบทวนแนวทางการศึกษาชาติพนั ธุ์ ข้ ามยุคสมัยกับการศึกษาในสังคมไทย ใน
ว่าด้ วยแนวทางการศึกษาชาติพนั ธุ์. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.
สุเทพ สุนทรเภสัช. 2548. ชาติพนั ธุ์สมั พันธ์. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ
วีระ สมบูรณ์. 2553. รัฐ-ชาติ ชาติพนั ธุ์: ข้ อสังเกตบางประการว่าด้ วยความเป็ นชาติความเป็ นรัฐ และปั ญหาชาติพนั ธุ์.
กรุงเทพฯ: สมมุติ
Keyes.C. 2001. Cultural Differences, The Nation State, and Rethinking Ethnicity Theory: ‘Lesson’ from
Vietnam, The David Skomp distinguished Lecture in Anthropology. Indian University, April 19th, 2001
Hobsbawm.E, Terence.R .(eds.)1984. The Invention of Tradition. London: Cambridge.
เบน แอนเดอร์ สนั , 2552. ชุมชนจินตกรรม:บทสะท้ อนว่าด้ วยกําเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
บรรณาธิการแปล, กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์
Amos Rapoport. 1982. The Meaning of the Built Environment: A Nonverbal Communication Approach.
Tucson: The University of Arizona Press.
Theodor Adorno. 1991. The Culture Industry. (ed.)J.M. Bernstein. London: Routledge.
ดุษฎี วรธรรมดุษฎี.2552. รสนิยม ‘ป๊ อป ร็อค’ ในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของดนตรียอดนิยม/แบบอดอร์ โน่. ใน
ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมในมนุษยศาสตร์ .เกษม เพ็ญภินนั ท์(บก). กรุงเทพฯ: สกว.,วิภาษา.
ศรันย์ สมันตรัฐ. 2554. สืบค้ นไท-ลาวภูคงั /ครัง/คลัง /ครังอีกครัง( :ตําแหน่งแห่งที, ประวัติศาสตร์ และ กระบวนวิธีวิทยา.
หน้ าจัว ว่าด้ วยประวัตศิ าสตร์ สถาปั ตยกรรมและสถาปั ตยกรรมไทย ฉบับที8 . กรุงเทพฯ: คณะสถาปั ตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยศิลปากร.
................... 2552. ภูมทิ ศั น์วฒ
ั นธรรมย้ อนคิด: การแสวงหาทฤษฎีสงิ แวดล้ อมสรรค์สร้ าง ใน เอกสารการประชุมวิชาการ
.เชียงใหม่: คณะสถาปั ตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มยุรี ถาวรพัฒน์และ เอมอร เชาว์สวน.๒๕๔๘. สารานุกรมกลุม่ ชาติพนั ธุ์ในประเทศไทย: ลาวครัง. นครปฐม: สถาบันวิจยั
ภาษาและวัฒนธรรมเพือพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล.
บังอร ปิ ยะพันธุ์. 2541. ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์ The Lao in Early Bangkok. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, กาญจนี ละอองศรี
(บก.) กรุงเทพฯ: สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั และมูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ .
Garraghan, Gilbert J. 1946. A Guide to Historical Method. New York: Fordham University Press
หอสมุดแห่งชาติ. 2360. จดหมายเหตุรัชกาลทีสองเลขที( ๑๐)ร่างสุภอักษรถึงเมืองเวียงจันทร์ เรืองสืบราชการเมืองพุทไธ-เพชร, จ.ศ. ๑๑๗๙ ,พ.ศ.๒๓๖๐
หอสมุดแห่งชาติ. 2358. จดหมายเหตุรัชกาลทีสอง คัดจากสมุดไทยดํา เลขที( ๑๔)บัญชีเบิกจ่ายพระราชทรัพย์และ
พระราชทานประจําเดือนในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย จ.ศ.๑๑๗๗
หอสมุดแห่งชาติ.2383. สําเนาจดหมายเหตุรัชกาลที๓ ,สมุดไทยดํา เลขที( ๑๘)ร่างตราเจ้ าพระยาจักรี ตอบเมืองสุพรรณ จ.ศ.
๑๒๐๒ ,คัดสําเนาสอบทานสําเร็จ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๘
หอสมุดแห่งชาติ, สําเนาจดหมายเหตุรัชกาลที ๓เลขที( ๒๑) บัญชีเรืองจํานวนครัวซึง มาแต่เมืองหลวงพระบาง จ.ศ.๑๑๙๒.
คัดสําเนา ๗ ธันวาคม ๒๕๒๗
หอสมุดแห่งชาติ.(มปป.). รายการบัญชีจดหมายเหตุรัชกาลทีสาม ระหว่าง จ.ศ.๑๒๐๐-๑๒๑๒
แกรนท์ อีแวนส์, 2549. ประวัติศาสตร์ สงั เขปประเทศลาว ประเทศกลางแผ่นดินใหญ่เอเซียอาคเนย์. ดุษฎี เฮย์มอนด์(แปล).
เชียงใหม่: ซิลค์เวอร์ ม
เรืองเดช ปั นเขือนขัติย.์ 2542. เรียนภาษาลาวเบื (องต้ น.นครปฐม: สถาบันวิจยั ภาษาและวัฒนธรรมเพือพัฒนาชนบท
มหาวิทยาลัยมหิดล
ไพฑูรย์ อบเชย.2546. ครัง. ใน จุลสาร RIST~AT Regional Information Service Centre for Southeast Asia on Appropriate
Technology(July-August 2003). เชียงใหม่: สถาบันวิจยั วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
available download at http://www.ist.cmu.ac.th/riseat/nl/2003/08/06.php 23th July 2011
แดน พุม่ จําปา และวันทา เผือกผ่อง. 2552. วัฒนธรรมไทเวียงผ้ าทอเนินขาม.กรุงเทพฯ: การปิ โตรเลียมแห่งประเทศไทย
บัวริน วังคีรี. 2548. อัตลักษณ์ลาวหลวงพระบาง: การผลิตซํ (าวัฒนธรรมผ่านพิธีกรรมนางเทียม ใน ไทยศึกษา
Journal of Thai Studies (ปี ที ๑ ฉบับที ๑ กุมภาพันธ์ - กรกฎาคม ๒๕๔๘)๑๑๙-๑๓๗. กรุงเทพฯ :
สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สมิง จงกะสิกิจ.มปป. คนไทยเชื (อสายลาว
รุจิรา เชาวน์ธรรม และคณะ.2545. ประวัติศาสตร์ ท้องถินและกลุม่ ชาติพนั ธุ์ลาวแง้ ว รายงานวิจยั ฉบับสมบูรณ์ชดุ โครงการความ
หลากหลายทางวัฒนธรรมไทยภาคกลาง สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั
พระพจนวิลาศ. 2442. ทําเนียบหัวเมือง ร.ศ.๑๑๘. ครูประมวล พิมพ์เสน บก.2544.ขอนแก่น:ศูนย์ถ่ายทอดภูมิปัญญาไทย
สุวิทย์ ธีรศาศวัต. 2553. เบื (องลึกการเสียดินแดนและปั ญหาปราสาทพระวิหาร จาก ร.ศ.112ถึงปั จจุบนั . กรุงเทพฯ:
สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
I S A C S 2 0 0 9
................... 2543. ประวัติศาสตร์ ลาว 1779-1975.กรุงเทพฯ: สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั และจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
...................,2548. ประวัตศิ าสตร์ เทคโนโลยีการเกษตร.กรุงเทพฯ: มติชน.
Perry-Castaneda Library Map Collection, University of Texas Libraries, downloaded 2010. Laos political 2003;
Laos city Map 1:12,500 Loungphrabang(Luang Prabang); Laos Topographic Maps 1:50,000;
Map of Indo-China showing proposed Burma-Siam-China Railway" from the Scottish Geographical
Magazine. Published by the Scottish Geographical Society and edited by Hugh A. Webster and
Arthur Silva White. Volume II, 1886.
เสาวภา พรสิริพงษ์, พรทิพย์ อุศภุ รัตน์,อภิญญา บัวสรวง,ดวงพร คํานูณวัฒน์ และ ขวัญจิต ศศิวงศาโรจน์. 2548.
วิถีชมุ ชนลุม่ นํ (านครชัยศรี. นครปฐม: สถาบันวิจยั ภาษาและวัฒนธรรมเพือพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล.
ศรีศกั ร วัลลิโภดม.2545. ประวัตศิ าสตร์โบราณคดีของ ล้ านนาประเทศ. กรุงเทพฯ: มติชน.
รังสรรค์ จันต๊ ะ.2552. บ้ าน โหล่ง และเมือง เขตความสัมพันธ์บนฐานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมชุมชนในแอ่งเชียงใหม่-ลําพูน
ตอนบน. กรุงเทพฯ: สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั (สกว.).
โยซิยกู ิ มาซูฮารา.2546. ประวัตศิ าสตร์ เศรษฐกิจของราชอาณาจักรลาวล้ านช้ าง สมัยคริสต์ศตวรรษที ๑๔-๑๗ จาก “รัฐการค้ า
ภายในภาคพื (นทวีป” ไปสู่ “รัฐกึงเมืองท่า”. กรุงเทพฯ: มติชน.
พีรศักดิ€ ชัยได้ สขุ .2551. ชาติเสือไว้ ลาย.กรุงเทพฯ: มติชน.
เกรียงไกร เกิดศิริ.2554. ภูมหิ ลังการตังถิ
( นฐานกลุม่ ชาติพนั ธุ์ไท-ลาว และการเคลือ นย้ ายมาสูป่ ระเทศไทย ในหน้ าจัว ว่าด้ วย
ประวัติศาสตร์ สถาปั ตยกรรมและสถาปั ตยกรรมไทย ฉบับที7 ก.ย.๒๕๕๓-ส.ค.๒๕๕๔, น. ๘๓-๑๓๒. กรุงเทพฯ:
คณะสถาปั ตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ประคอง นิมมานเหมินท์. 2547. มองภาษา:มองภาษาถินและมองภาษาในวรรณกรรมท้ องถิน. กรุงเทพฯ: แม่คาํ ผาง
นิโกลาส์ แชรแวส .2231(2506,2550). ประวัตศิ าสตร์ ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม(ในแผ่นดินสมเด็จพระ
นารายณ์ มหาราช). สันต์ ท. โกมลบุตร(แปล), ศรีปัญญา: นนทบุรี,๒๕๕๐(๒๕๐๖) , ต้ นฉบับพิมพ์ครัง( แรกในปารีส
1688 [พ.ศ.๒๒๓๑])
Stuart Hall. Cultural Identity and Diaspora, in Framework (no.36)p.222-237, Jim Pines (eds.) download available
at http://www.rlwclarke.net/Theory/PrimarySources/HallCulturalIdentityandDiaspora.pdf
ชนัญ วงษ์วิภาค. 2529. ลาวครัง: การศึกษาประวัติศาสตร์ ท้องถินกับการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม Lao Krang: A Study
of Local History and Acculturation. นครปฐม: ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร
วสันต์ ปั ญญาแก้ ว.2553. ถนนหนทาง การรื อถอนความเป็ นถิ นฐาน และกิ จการร้านอาหารไตในหมู่บา้ นย่ายชานเมืองเชียงรุ่ง
สิ บสองปั นนา ในเอกสารประกอบการประชุมวิชาการปาก-ท้ องของกิน จริยธรรมและการเมืองเรืองอาหารการกิน
(๒๕-๒๗ มีนาคม ๒๕๕๓),๒๒๐-๒๕๑, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร: กรุงเทพฯ
King. R. 2011. Reading Bangkok. Singapore: NUS Press.
Reynolds. C.1969. Ritual and Social Hierarchy: An Aspect of Traditional Religion in Buddhist Laos. History
of Religion Journals 9,1,1969.
สัมภาษณ์
นิวฒ
ั นากร ศรีพรหมา(ผู้ให้ สมั ภาษณ์) , ๑๑ มิถนุ ายน ๒๕๕๓ และ ๑๔ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๔
เกรียงไกร เกิดศิริ, วีละ อาโนลัก, นพดล ตังสกุ
( ล, ทรงยศ วีระทวีมาศ และ ศรันย์ สมันตรัฐ ผู้สมั ภาษณ์ ที ต.กุดจอก-อ.หนองมะ
โมง และ ต.เนินขาม-อ.เนินขาม จ.ชัยนาท,วันที ๑๑ มิถนุ ายน พ.ศ ๒๕๕๓
สมิง จงกะสิกิจ (ผู้ให้ สมั ภาษณ์). ณ สถานเอกอัครราชพูต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจําประเทศไทย,วันที
๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔